ราชสีห์ 8 พี่น้อง นิทานชาดก



ราชสีห์ 8 พี่น้อง



          ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน เมืองเวสาลี ทรงปรารถลูกชายของช่างตัดผม ชาวเมืองเวสาลีคนหนึ่ง กลั้นใจตายเพราะไม่สมหวังในความรัก ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นราชสีห์ มีน้องชาย ๖ ตัวและน้องสาว ๑ ตัว อาศัยอยู่ในถ้ำทองแห่งหนึ่งในป่าหิมพานต์ในที่ไม่ไกลจากถ้ำทองนั้นมีถ้ำแก้วผลึกอยู่ถ้ำหนึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่ง ต่อมาเมื่อพ่อแม่ของราชสีห์ได้ตายลง ราชสีห์ผู้ที่พี่จึงให้ราชสีห์น้องสาวอยู่เฝ้าถ้ำส่วนพวกตนออกหาอาหาร เมื่อได้อาหารแล้วก็จะพากันกินส่วนหนึ่ง นำอาหารอีกส่วนหนึ่งมามอบให้น้องสาวที่ถ้ำเป็นลักษณะเช่นนี้ประจำ

อยู่มาวันหหนึ่ง เมื่อราชสีห์ผู้พี่ทั้ง ๗ ตัวออกไปหาอาหารแล้วสุนัขจิ้งจอกที่อาศัยอยู่ถ้ำแก้วผลึกได้มาที่ถ้ำทองพร้อมกับพูดเกี้ยวพาราสีนางราชสีห์สาวว่า "แม่ราชสีห์น้อย เรามี ๔ เท้า เจ้าก็มี ๔ เท้า เจ้าจงเป็นภรรยาของเราเสียเถิด" นางราชสีห์สาวได้ฟังคำของสุนัขจิ้งจอกพูดเช่นนั้นก็คิดน้อยใจว่า "เราเป็นสัตว์ตระกูลสูง สุนัขจิ้งจอกเป็นสัตว์ตระกูลต่ำ มันพูดไม่ไพเราะเลย เราจะมีชีวิตอยู่ไปทำไม จะกลั้นใจตายเสียดีกว่า" แต่ก็นึกขึ้นได้ว่า "รอให้พวกพี่กลับมาก่อนดีกว่า เล่าให้พวกเขาฟังแล้วค่อยตาย" จึงไม่พูดตอบอะไร เมื่อไม่ได้รับคำตอบสุนัขจิ้งจอกก็เดินกลับถ้ำของตนไป


ราชสีห์หนุ่มทั้ง ๖ ตัวกลับมาถึงถ้ำก่อน เมื่อได้รับฟังคำบอกเล่าจากน้องสาวแล้วโกรธมาก ถามถึงที่อยู่ของสุนัขจิ้งจอกนางราชสีห์เพราะไม่เคยออกไปจากถ้ำสักครั้งเข้าใจว่าสุนัขจิ้งจอกอยู่กลางแจ้งจึงบอกไปว่า "มันอยู่กลางแจ้งที่เชิงเขาละพี่" ราชสีห์เหล่านั้นด้วยอารมณ์โรธจึงวิ่งไปหาสุนัขจิ้งจอกด้วยความเร็วหวังจะขย้ำให้ตายครั้งเดียว ได้ชนเข้ากับถ้ำผลึกนอนตายอยู่ที่ นั่นเองทั้ง ๖ ตัว

ตกเย็นเมื่อราชสีห์โพธิสัตว์กลับมาถึงถ้ำทราบเหตุการณ์ นั้นแล้ว พอน้องสาวบอกว่าสุนัขจิ้งจอกอยู่กลางแจ้งที่เชิงเขาเท่านั้นก็คิดได้ว่า "พวกสุนัขจิ้งจอกไม่เคยอาศัยอยู่กลางแจ้ง มันต้องนอนอยู่ในถ้ำแก้วผลึกแน่นอน" เดินไปที่เชิงเขาเห็นราชสีห์น้องชายทั้ง ๖ ตัวนอนตายอยู่ จึงพูดขึ้นว่า "พวกนี้คงจะไม่รู้ว่าสุนขจิง้จอกนอนอยู่ในถ้ำแก้วผลึก เพราะไม่ทันใช้ปัญญาพิจารณาตรวจสอบจึงวิ่งชนถ้ำตายเสียหมด การงานของผู้ไม่พิจารณาแล้วรีบทำย่อมเป็นอย่างนี้กันทุกคนแหละ" แล้วกล่าวเป็นคาถาว่า

"การงานเหล่านั้นย่อมเผาบุคคลผู้มิได้พิจารณาแล้วรีบร้อนจะทำให้เสร็จ เหมือนกับของร้อนที่บุคคลไม่พิจารณาก่อนแล้ว ใส่เข้าไปในปาก"

เมื่อกล่าวจบก็ขึ้นไปที่ปากถ้ำ แก้วผลึกคำรามเสียงดังขึ้น ๓ ครั้ง ทำให้สุนัขจิ้งจอกที่นอนหวาดกลัวอยู่ในถ้ำนั้นหัวใจวายตายไปเอง แล้วกลับลงมาฝังพวกน้องชายไว้ที่แห่งหนึ่ง กลับไปถ้ำเล่าเรื่องราวให้น้องสาวฟัง แล้วพูดปลอบใจน้องสาวให้หายความน้อยใจ ได้อาศัยอยู่ที่นั้นจนตราบสิ้นชีวิต




นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :     จะทำกิจการงานใด ๆ อย่าได้รีบด่วนตัดสินใจ พึงพิจารณาอย่างรอบคอบ หรือปรึกษาท่านผู้รู้เสียก่อนค่อนลงมือกระทำ

มนต์มายาหญิง นิทานชาดก


มนต์มายาหญิง


ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวันเมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุผู้กระสันปั่นป่วนเพราะหญิงรูปหนึ่ง ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า…
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในเมืองพาราณสีมีพราหมณ์ตระกูลหนึ่ง ได้จุดไฟตั้งไว้ตั้งแต่วันลูกชายเกิดไม่ให้ดับเป็นเวลา ๑๖ ปีแล้ว วันหนึ่ง มารดาเรียกลูกชายมาบอกว่า
      ” ลูกรัก แม่ได้จุดไฟตั้งไว้ในวันที่ลูกเกิดเรื่อยมา ถ้าหากเจ้าประสงค์จะไปพรหมโลก จงเข้าป่าบูชาพระอัคนิเทพเจ้าเถิด ถ้าอยากจะครองเรือน จงไปเรียนศิลปวิทยากับอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ณ เมืองตักกสิลาเถิด ”
ลูกชายตัดสินใจเดินทางไปเรียนที่เมืองตักกสิลาจนสำเร็จแล้วกลับมาบ้าน ส่วนมารดาไม่อยากจะให้ลูกชายครองเรือน อยากจะแสดงโทษของสตรีหวังให้ลูกชายออกบวช จึงส่งลูกชายให้กลับไปเรียนอสาตมนต์ที่สำนักของอาจารย์ ณ เมืองตักกสิลาอีก


ที่สำนักเรียนเมืองตักกสิลา อาจารย์มีมารดาผู้แก่ชรามีอายุได้ ๑๒๐ ปีอยู่คนหนึ่ง ท่านจะเป็นผู้ปรนนิบัติมารดาด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการอาบน้ำ ป้อนข้าว ป้อนน้ำตลอดมา ผู้คนชาวเมืองจึงรังเกลียดท่าน ท่านจึงได้พามารดา เข้าไปอาศัยอยู่ในป่าแห่งหนึ่ง เมื่อเห็นลูกศิษย์กลับมาหาอีกครั้ง อาจารย์ทราบว่า ต้องการจะมาเรียนอสาตมนต์ จึงเข้าใจเจตนาของมารดาของเขา
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา อาจารย์จึงมอบหน้าที่ปรนนิบัติมารดาผู้ชราให้แก่ลูกศิษย์ไป พร้อมกับสั่งสอนว่า


      ” เจ้าจงอาบน้ำ ป้อนข้าว ป้อนน้ำ มารดาของเรา ปรนนิบัติด้วยการนวดมือ เท้า ศีรษะและหลังของท่าน พร้อมกับพูดยกย่องคำหวานเป็นต้นว่า คุณแม่ครับ ถึงจะแก่เฒ่าแล้ว ร่างกายของคุณแม่ยังดูกระชุ่มกระชวยอยู่เลย สมัยเป็นสาวคุณแม่คงจะสวยสะคราญหาที่เปรียบไม่ได้ ถ้าหากมารดาของเราพูดอะไรกับเจ้า ต้องบอกให้เราทราบทั้งหมดห้ามปิดบัง เจ้าทำเช่นนี้ถึงจะได้อสาตมนต์ ”
เขาได้ปรนนิบัติมารดาของอาจารย์เช่นนั้นตลอดมา จนนางคิดว่าหนุ่มน้อยคนนี้คงต้องการอภิรมย์กับเราเป็นแน่นอน วันหนึ่งนางจึงถามชายหนุ่มว่า
      ” เธอต้องการฉันใช่ไหม ”
เขารับคำว่า
      ” ครับ แต่ผมเกรงกลัวอาจารย์ ”
นางพูดว่า
      ” ถ้าเช่นนั้น เจ้าจงฆ่าลูกฉันเสียสิ ”
เขากล่าวว่า
      ” ผมเรียนหนังสือกับท่าน จะให้ฆ่าท่านได้อย่างไร ”
นางพูดว่า
      ” ถ้าหากเธอไม่ทอดทิ้งฉันจริง ฉันจะฆ่าเขาเอง ”
ธรรมดาหญิงส่วนมากไม่น่ายินดี มีลับลมคมใน ถึงจะแก่แล้วก็ยังมีกิเลสราคะถึงกับคิดจะฆ่าลูกชายตนเอง
ชายหนุ่มได้บอกเรื่องทุกอย่างแก่อาจารย์ อาจารย์จึงทราบว่ามารดาตนจะสิ้นชีวิตในวันนี้ จึงเรียกให้ลูกศิษย์ไปตัดต้นมะเดื่อมาทำเป็นรูปหุ่นเท่าตัวให้นอนในที่นอนคลุมผ้าทั่วร่าง ผูกราวเชือกไว้เสร็จแล้ว มอบขวานให้ลูกศิษย์นำไปมอบให้มารดา บอกว่าอาจารย์เข้านอนแล้ว
นางเดินไปตามราวเชือกแล้วเงื้อขวานจามลงบนหุ่นไม้นั้นหวังให้ตายคาที่ พอเกิดเสียงดังกึก จึงทราบว่าฟันถูกไม้ ทันใดนั้นเองลูกชายก็โผล่มาถามว่าแม่ทำอะไร นางทราบว่าถูกหลอกแล้ว จึงล้มลงสิ้นใจตาย ณ ที่นั้นนั่นเอง ความที่จริงถ้านางไม่เดินมาก็จะนอนตายที่ศาลาของตนเองอยู่แล้ว นางเดินมาด้วยอำนาจกิเลสตัณหา
อาจารย์ได้ทำการเผาศพมารดาแล้วเรียกลูกศิษย์มาสอนว่า
      ” อสาตมนต์ไม่มีดอก ขึ้นชื่อว่าหญิงส่วนมาก ไม่รู้จักจืดจาง มารดาของเจ้าส่งเจ้ามาเพื่อให้รู้จักโทษของหญิง บัดนี้ เจ้าเห็นโทษของมารดาเราแล้ว พึงทราบว่า ผู้หญิงส่วนมากไม่รู้จักอิ่ม ชั่วช้า ”
แล้วให้เขากลับบ้าน เมื่อชายหนุ่มกลับไปถึงบ้าน มารดาจึงถามว่า
      ” บัดนี้เจ้าจักบวชหรือจะครองเรือน ”
เขาได้ตัดสินใจออกบวชเพราะเห็นโทษของหญิง และได้กล่าวคาถาว่า
     ” ขึ้นชื่อว่า หญิงในโลกนี้ไม่นายินดี เพราะหญิงเหล่านั้นไม่มีขอบเขต
       มีแต่ความกำหนัด คะนอง เหมือนเปลวไฟไหม้ทุกสิ่งทุกอย่าง
       ข้าพเจ้า จักละทิ้งหญิงทั้งหลายเหล่านั้น ไปบวชเพิ่มพูนวิเวก ”
เพื่อความชัดเจนแจ่มแจ้งยิ่งขึ้นพึงทราบว่า
     ” หญิงเหล่านั้น ร้อยเล่ห์ หลอกลวง เป็นบ่อเกิดแห่งความโศก มีเชื้อโรค เป็นตัวอุบาทว์
       หยาบคาย ก่อให้เกิดความผูกพันธ์ เป็นชะนวนแห่งความตาย เป็นนางบังเงา ชายใด
       วางใจในนาง ชายนั้น จัดเป็นคนเลวในฝูงคน ”

  นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  :    ภรรยา ทาส ช้างสาร งูเห่า (คนไม่ดี) ไว้ใจไม่ได้

ลิงไหว้พระอาทิตย์ นิทานชาดก



ลิงไหว้พระอาทิตย์



     ในสมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุผู้ชอบหลอกลวงรูปหนึ่ง ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...

     กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นฤาษีบำเพ็ญเพียรอยู่ในป่าหิมพานต์เป็นเวลานานหลายปี มีคณะฤาษีเป็นบริวารหลายร้อยตน วันหนึ่ง ได้ลงจากเขา เข้าเมืองมาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง แถบชายแดน ชาวบ้านมีศรัทธาได้สร้างศาลาถวายหลังหนึ่ง ในเวลาที่คณะฤาษีไปภิกขาจาร จะมีลิงโทนตัวหนึ่งมาที่ศาลาของพวกฤาษีทำการเทน้ำทิ้ง ทุบหม้อ ทำลายสิ่งของและถ่ายอุจจาระไว้ที่เตาไฟเป็นประจำ เมื่อออกพรรษาแล้วคณะฤาษีจึงบอกลาชาวบ้านจะกลับเข้าป่าหิมพานต์เหมือนเดิม พวกชาวบ้านจึงนิมนต์ให้อยู่ต่ออีกหนึ่งวันเพื่อถวายอาหาร


     ครั้งหนึ่งถึงเวลาเช้า ชาวบ้านก็นำข้าวปลาอาหารและผลไม้ไปที่อาศรมของฤาษี ลิงโทนตัวนั้นเห็นเช่นนั้นก็คิดจะลวงชาวบ้านเพื่อที่จะได้อาหารบ้าง จึงทำทีเป็นผู้ทรงศีล บำเพ็ญตบะ ยืนไหว้พระอาทิตย์อยู่ในที่ไม่ไกลจากอาศรมฤาษีนั้น พวกชาวบ้านเห็นมันแล้วก็พูดสรรเสริญว่า

"ท่านทั้งหลายจงดู ลิงอยู่ใกล้ผู้ทรงศีลก็เป็นผู้ทรงศีลด้วย ตั้งมั่นอยู่ในศีล ยืนไหว้พระอาทิตย์อยู่น่้าสรรเสริญจริง ๆ"

ฤาษีโพธิ์สัตว์เห็นพวกชาวบ้านสรรเสริญลิงนั้นจึงพูดขึ้นว่า "พวกท่านไม่ทราบพฤติกรรมของมัน จึงเลื่อมใสในสิ่งไม่เป็นเรื่องเป็นราว" แล้วกล่าวเป็นคาถาว่า

"ท่านทั้งหลายไม่รู้จักปกติของมัน เพราะไม่รู้จักจึงพากันสรรเสริญ ลิงตัวนี้มันเผาโรงไฟ และคนโทน้ำ ๒ ลูกก็ถูกมันทำลาย"

พวกชาวบ้านเมื่อทราบว่ามันเป็นลิงหลอกลวง จึงขว้างก้อนหินและท่อนไม้ไล่มันหนีไป แล้วพากัน ถวายอาหารแก่คณะฤาษี พอฉันเสร็จคณะฤาษีก็ออกเดินทางเข้าป่าหิมพานต์ปฏิบัติธรรมตามเดิม



นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :     คนพาลถึงแม้จะอยู่ใกล้บัณฑิตผู้ทรงศีล ก็ยังเป็นคนพาลอยู่นั่นเอง




ที่มา : หนังสือนิทานชาดก เล่มที่ ๒ โดย พระมหาสุนทร สุนฺทรธฺมโม (เสนาซุย)

พ่อค้าขี้โกง นิทานชาดก





          ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถีปรารภพ่อค้าโกงผู้หนึ่ง ได้ตรัสอดีตนิทานชาดกมาสาธก ว่า...

          กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพ่อค้าอยู่ในเมืองพาราณสี มีชื่อว่า บัณฑิตได้เข้าหุ้นทำการค้ากับพ่อค้าคนหนึ่งชื่อว่า อติบัณฑิต วันหนึ่ง คนทั้งสองชวนกันบรรทุกสินค้าด้วยเกวียน ๕๐๐ เล่มไปขายที่ชายแดนแห่งหนึ่ง ได้กำไรกลับมาอย่างงดงามเมื่อกลับมาถึงเมืองพาราณสีแล้ว ถึงเวลาแบ่งทรัพย์กัน นายอติบัณฑิตจึงเอ่ยปากขึ้นว่า "นี่เพื่อนรัก เราควรจะได้ส่วนแบ่ง ๒ ส่วนนะ" "ทำไมละเพื่อน" พระโพธิสัตว์ถาม "ก็เพราะท่านชื่อบัณฑิตเฉยๆ ควรได้ส่วนเดียว ส่วนเราชื่ออติบัณฑิตจึงควรจะได้ ๒ ส่วนนะสิ" อติบัณฑิตตอบ

          พระโพธิสัตว์ไม่ยอมกล่าวอ้างว่า "ทุนซื้อก็ดี พาหนะขนสิ่งของก็ดีมีส่วนเท่าๆ กัน แล้วทำไมเวลาแบ่งจึงต้องแบ่งไม่เท่ากันละ นายอติบัณฑิตก็อ้างแต่ว่าไปหารุขเทวดาเป็นผู้ตัดสินให้

          คนทั้งสองเดินไปที่ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ซึ่งอติบัณฑิตได้บอกอุบายให้พ่อของตนเองไปแอบอยู่ในโพรงไม่นั่นแล้ว เมื่อไปถึงต้นไม้นั้นแล้ว อติบัณฑิตก็ถามความเห็นของรุกขเทวดาให้ช่วยเป็นผู้ตัดสินใจให้ด้วยทันใดนั่นเองก็มีเสียงเปล่งออกมาจากต้นไม้นั้นว่า "ถ้าเช่นนั้น คนชื่อบัณฑิตควรได้ ๑ ส่วน อติบัณฑิตควรได้ ๒ ส่วน"

          พระโพธิสัตว์ฟังคำตัดสินนั้นแล้วคิดว่า "เดี๋ยวเถอะจะได้รู้กันว่าเป็นเทวดาจริง หรือเทวดาปลอมกันแน่" เดินไปหอบฟางมาใส่โพรงไม้แล้วจุดไฟทันที ทันใดนั่นเองพ่อของนายอติบัณฑิตรีบหนีตายขึ้นข้างบนต้นไม้โหนกิ่งไม้แล้วกระโดดลงดินพลางกล่าวเป็นคาถาว่า

"คนชื่อบัณฑิตดีแน่ ส่วนอติบัณฑิตไม่ดีเลย เพราะ เจ้าอติบัณฑิตลูกเราเกือบเผาเราเสียแล้ว"

เมื่อแผนการถูกเปิดโปง นายอติบัณฑิตจึงจำต้องแบ่งส่วนแบ่งเท่า ๆ กัน



นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :     ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน

ฤาษีกินเหี้ย นิทานชาดก

ฤาษีกินเหี้ย  


ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุผู้หลอกลวงรูปหนึ่ง ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า…
     กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีดาบสผู้มีตบะกล้าตนหนึ่ง เป็นที่เคารพศรัทธาของชาวบ้าน จึงได้สร้างศาลาไว้ให้ที่ชายป่าแห่งหนึ่งใกล้บ้าน ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ได้เกิดเป็นเหี้ยตัวหนึ่ง อาศัยอยู่ที่จอมปลวกแห่งหนึ่ง ใกล้ที่จงกรมของดาบสนั้น มันจะไปหาดาบสวันละสามครั้งเป็นประจำทุกวัน เพื่อฟังธรรม ไหว้ดาบสแล้ว จึงกลับไปอยู่ที่อยู่ของตน
   ต่อมาไม่นาน ดาบสนั้น ได้อำลาชาวบ้านไปที่อื่น ได้มีดาบสโกงตนหนึ่ง เข้ามาอาศัยในศาลานั้นแทน เหี้ยพระโพธิสัตว์ก็คิดว่า แม้ท่านผู้นี้ก็ทรงศีลเหมือนกัน จึงไปหาดาบสนั้นเช่นเดิม
   อยู่มาวันหนึ่ง ฝนได้ตกมาในฤดูแล้ง ฝูงแมลงเม่าได้พากันบินออกจากจอมปลวกเป็นจำนวนมาก ฝูงเหี้ยก็ได้ออกมากินแมลงเม่าเหล่านั้น พวกชาวบ้านพากันออกมาจับเหี้ยแล้วปรุงเป็นอาหาร รสอร่อยนำมาถวายดาบส ดาบสได้ฉันเนื้อนั้นแล้วติดใจในรส เมื่อทราบว่าเป็นเนื้อเหี้ย จึงคิดได้ว่า




     ” มีเหี้ยใหญ่ตัวหนึ่งมาหาเราเป็นประจำ เราจะฆ่ามันกินเนื้อ ”
จึงให้ชาวบ้านเอาเครื่องปรุงมาไว้ให้ ได้นั่งถือค้อนห่มคลุมผ้าอยู่ที่ประตูศาลา
 เย็นวันนั้น เหี้ยโพธิสัตว์ ได้ไปหาดาบสตามปกติ ได้เห็นท่านั่งที่แปลกของดาบส คิดว่า ” วันนี้ดาบส นั่งท่าที่ไม่เหมือนวันก่อน นั่งชำเลืองเราเป็นประจำ ” จึงไปยืนดูอยู่ใต้ทิศทางลม ได้กลิ่นเนื้อเหี้ย จึงทราบว่า ” ดาบสโกงนี้ คงฉันเนื้อเหี้ย ติดใจในรสแล้ว คราวนี้ หวังจะตีเรา เอาเนื้อไปแกงเป็นอาหารแน่ๆ ” จึงไม่ยอมเข้าไปใกล้ ถอยกลับแล้ววิ่งหนีไป



   ฝ่ายดาบสโกงทราบว่าเหี้ยรู้ตัวไม่ยอมมาแล้ว จึงลุกขึ้นขว้างค้อนตามหลังไป ค้อนได้ถูกเพียงหางเหี้ยเท่านั้น เหี้ยได้หลบเข้าไปในจอมปลวกอย่างรวดเร็ว โผล่เพียงศีรษะออกมาเท่านั้น กล่าวติเตียนดาบสด้วยคาถานี้ว่า


     ” นี่เจ้าผู้โง่เขลา จะมีประโยชน์อะไรแก่เจ้า ด้วยชฎาและการนุ่งห่มหนังเสือเหลืองภายในของเจ้าแสนจะรกรุงรัง เจ้าดีแต่ขัดสีภายนอกเท่านั้น ”
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  อำนาจของความอยาก ทำให้คนลืมตัว

นิทานอีสป เรื่อง คนเลี้ยงแพะ


                                      คนเลี้ยงแพะ  นิทานอีสป

                วันหนึ่งเกิดพายุลมแรงพัดพามาพร้อมกลุ่มเมฆฝนอย่างรุนแรง ขณะนั้นคนเลี้ยงแพะที่กำลังพาฝูงแพะของตนกลับที่พัก จึงได้พาฝูงแพะเข้าไปหลบพายุฝนฟ้ากระหน่ำในถ้ำเสียก่อน เมื่อเข้ามายังถ้ำก็พบกับฝูงแพะป่าหลบอยู่ในถ้ำนี้ด้วยเช่นกัน

เมื่อเห็นดังนั้นจึงคิดในใจว่าแพะป่าฝูงใหญ่นี้มีแพะมากกว่าฝูงของตนหลายเท่านัก หากตนนำฝูงแพะป่าพวกนี้มาเลี้ยงแทนแพะฝูงเดิมก็น่าจะเป็นการดีกว่า จากนั้นจึงได้นำใบไม้ของตนที่เตรียมมาสำหรับให้ฝูงแพะตนได้กิน ก็กลับเอาไปให้ฝูงแพะป่ากินกันจนหมดเกลี้ยง ทำให้ฝูงแพะของตนนั้นไม่ได้กินอาหารอันใดเลย 



สักครู่ใหญ่ๆ ต่อมาเมื่อพายุฝนฟ้าเริ่มสงบลงแล้ว ฝูงแพะป่าก็ต่างวิ่งออกจากถ้ำไป คนเลี้ยงแพะรีบวิ่งออกไปตามแต่ฝูงแพะป่าก็รีบวิ่งเข้าป่าหายไปอย่างรวดเร็ว คนเลี้ยงแพะจึงตะโกนไล่หลังฝูงแพะป่าไปว่า “ไอ้พวกอกตัญญู ข้าอุตส่าห์ให้เจ้ากินอาหารจนหมดแล้วทำอย่างนี้กับข้าหรือ”

และไม่ว่าจะตะโกนสบถด่าออกไปเช่นไรก็ตาม เหล่าฝูงแพะป่าก็ไม่ย้อนกลับมาสักตัว ฝ่ายคนเลี้ยงแพะจึงกลับเข้าไปยังถ้ำเดิมที่ใช้หลบพายุฝนเมื่อสักครู่นี้ ขณะเดินเข้าไปก็ตกใจเป็นอันมากเพราะเหล่าฝูงแพะเดิมของตนนั้นบัดนี้ได้ล้มตายลงกันหมดแล้วเพราะขาดอาหาร

คนเลี้ยงแพะเห็นดังนั้นก็ทรุดตัวลงไปนั่งกับพื้นดินได้แต่ร้องไห้อยู่ตรงนั้นด้วยความเสียดายระคนเสียใจปนเปกันไปหมด สุดท้ายเมื่อพวกชาวบ้านรู้เรื่องเข้าต่างก็พากันหัวเราะเยาะในความเขลาของคนเลี้ยงแพะ



คติสอนใจจากนิทานอีสปเรื่องนี้ :   “เห็นเเก่มิตรใหม่จนทอดทิ้งมิตรเก่า ก็จะไม่ได้ใครเลย”



นิทานอีสป เรื่อง ปลุกมัขึ้นมาฆ่า



ปลุกมันขึ้นมาฆ่า     นิทานชาดก 


                       ในสมัยพุทธกาล    วัดเวฬุวัน แห่งกรุงราชคฤห์  ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงปรารภถึงเรื่องของพระเจ้าอชาตศัตรู พระราชาองค์ที่ 3 แห่งแคว้นมคธ ผู้หลงผิดกระทำปิตุฆาตต่อพระเจ้าพิมพิสารผู้เป็นบิดา ที่ไปยกย่องอสัตบุรุษ ได้ทรงนำอดีตนิทานเรื่องหนึ่งขึ้นมาสาธกว่า

ในอดีตชาติหนึ่งของพระโพธิสัตว์ ทรงได้เกิดเป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์ มีสานุศิษย์อยู่ประมาณ 500 คน หนึ่งในบรรดาสานุศิษย์มีมานพผู้หนึ่งชื่อว่า สัญชีวะ ซึ่งเขาได้เรียนมนต์คาถาสามารถปลุกคนตายให้ฟื้นคืนชีพได้ แต่ไม่ได้เรียนมนต์สำหรับการป้องกันไว้



วันหนึ่งสัญชีวะและเพื่อนมานพได้เข้าไปหาฟืนกันในป่า เมื่อเดินเข้าไปก็พบกับซากเสือโคร่งตัวหนึ่งที่นอนแน่นิ่งอยู่ เขาและเพื่อนๆ จึงตกลงกันว่าจะเข้าไปดู เมื่อเข้าไปใกล้และมั่นใจว่าเสือนั้นตายแล้วจริงๆ ด้วยความอยากลองวิชาที่เรียนมา หรืออยากช่วยชีวิตเสือตัวที่อยู่ตรงหน้านี้ สัญชีวะก็ถามเพื่อนๆ ว่า “พวกท่านเชื่อหรือไม่…ว่าเราสามารถทำให้เสือตัวนี้ฟื้นได้” พวกเพื่อนๆ ไม่มีใครเชื่อ และอยากพิสูจน์จึงท้าสัญชีวะว่า “ถ้าท่านทำได้ ก็ปลุกมันขึ้นมาให้พวกเราชมเถิด” จากนั้นบรรดาเพื่อนๆ ก็ต่างรีบปีนขึ้นต้นไม้ไปเพื่อรอดู

สัญชีวะจึงทำสมาธิแล้วทำการร่ายมนต์พร้อมกำก้อนหินก้อนหนึ่งในมือ เมื่อร่ายมนต์เสร็จก็ปาก้อนหินในมือไปยังเสือที่นอนแน่นิ่งอยู่ ทันใดนั้นเอง…เสือที่นอนร่างไร้วิญญาณก็ลุกขึ้นกระโจนเข้าใส่สัญชีวะแบบไม่ทันได้ตั้งตัว เมื่อรู้ตัวอีกทีคอเขาก็มีเลือดไหลอาบลงมาไม่หยุด…และสิ้นใจลงตรงนั้น ท่ามกลางสายตาของเพื่อนๆ ที่ไม่สามารถช่วยเขาได้
  

และสุดท้ายที่ที่เสือตัวนั้นเคยนอนตาย บัดนี้ได้กลายเป็นที่ของนายสัญชีวะ จากนั้นเพื่อนๆ ของเขาก็ขนฟืนแล้วรีบนำเรื่องนี้มาบอกแก่อาจารย์ทิศาปาโมกข์ทันที อาจารย์จึงกล่าวคาถาว่า

“ผู้ใดยกย่องและคบหาคนชั่ว คนชั่วย่อมกระทำผู้นั้นแหละให้เป็นเหยื่อ เหมือนเสือโคร่งที่สัญชีวมานพทำให้ฟื้นขึ้น แล้วทำเขานั้นแลให้เป็นเหยื่อ”



 นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  : การที่นิยมยกย่องคนไม่ดี ย่อมประสบความเดือดร้อน

นิทานอีสป เรื่อง เด็กกับหมาป่า




นิทานอีสป เรื่อง เด็กกับหมาป่า


           ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่สงบเงียบกลางหุบเขา มีเด็กคนหนึ่งที่แสนจะซุกซนชอบปีนข้นไปเล่นอยู่บนหลังคาบ้านเป็นประจำ ด้วยความที่เป็นวัยกำลังคึกคะนองอยากรู้อยากเห็นซนไปตามประสาจึงไม่ได้สนใจหรือเกรงกลัวต่อสิ่งใดเลย ไม่ว่าจะเจอกับใครหรือตัวอะไร เจ้าเด็กคนนี้มักจะพูดจาไร้มารยาทและชอบโอ้อวดต้นเสมอ อย่างวันนี้ก็เช่นกันเจ้าเด็กซนได้กล่าวล้อเลียนสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งเข้า


“แบร่ ๆ เจ้าหมาขี้ขลาดแน่จริงก็มาจับข้าสิ”

เจ้าหมาป่าได้ยินดังนั้นก็โกรธฟึดฟัด เด็กซนคนนี้ช่างไม่รู้อะไรเลยว่าเขานั้นร้ายกาจเพียงไหน

“ข้าจะฆ่าเจ้าด้วยดาบไม้ของฆ่า ย๊ากก”

ว่าแล้วเจ้าเด็กซนก็ทำท่าฟาดลมไปมาอยู่บนหลังคา จิ้งจอกมองอยู่เบื้องล่างอย่างขุ่นเคืองเพราะไม่สามารถขึ้นไปบนหลังคาได้

“เจ้าอย่าลงมาให้ข้าเห็นแล้วกัน ไม่งั้นข้าจะจับเจ้าฉีกเป็นชิ้น ๆ แน่” หมาป่ากล่าววาจาด้วยความอาฆาตที่ไม่สามารถทำอะไรได้

แต่แทนที่เด็กน้อยจะกลัวเขากลับทำท่าทีล้อเลียนอยู่บนหลังคานั่นยิ่งเป็นการยั่วโทสะของเจ้าหมาป่าให้โกรธเคืองมากกว่าเดิมอีกหลายเท่า

“เด็กน้อยเอ๋ย เจ้าก็ดีแต่เก่งอยู่บนหลังคา ลองลงมาสิฆ่าจะขย้ำเจ้าให้ตายคามือ”

เจ้าหมาป่าบอกพร้อมกับรอหาจังหวะดี ๆ เพื่อสุ่มรอเจ้าเด็กขี้ล้อเลียนลงมาจากหลังคา

คติสอนใจจากนิทานอีสปเรื่องนี้:   “ในสถานการณ์ที่ปลอดภัยใครๆก็สามารถแสดงตัวเป็นเก่งและกล้าหาญได้”

นิทานอีสป เรื่อง หมูโง่กับหมาป่า




นิทานอีสป   เรื่อง หมูโง่กับหมาป่า


            วันหนึ่งสิงโตจัดงานเลี้ยงและเชิญสัตว์ทั้งหลายมาร่วมงานด้วยกัน ซึ่งอาหารที่นำมาเลี้ยงในงานล้วนเป็นเนื้อและอาหารเลิศรสทั้งสิ้น  เมื่องานเลี้ยงจบลงสัตว์ทุกตัวก็ทยอยกันกลับ 


            ระหว่างทางที่หมาป่าเดินกลับ มันก็เจอหมูตัวหนึ่งกำลังกินอาหารอยู่  หมูจึงถามว่า "ไปไหนมาหรือท่าน"  หมาป่าตอบว่า  "ข้าก็ไปงานเลี้ยงของเจ้าป่าน่ะสิ เจ้าไม่ได้ไปหรือ" "ข้าไม่ได้ไปหรอก แล้วที่นั่นมีอะไรน่ากินบ้างไหมล่ะ" หมูถาม "มีแต่อาหารดี ๆ ทั้งนั้นเลย" หมาป่าตอบ หมูจึงถามอีก "แล้วมีแกลบกับรำข้าวไหมล่ะ" หมาป่าจึงตะคอกใส่ทันที "จะบ้าหรือไง ที่นั่นมันเป็นโต๊ะอาหารของเจ้าป่าเชียวนะ จะมีอาหารแบบนั้นได้อย่างไร"



  นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : อย่าคิดว่าคนอื่นจะมีรสนิยมและความชอบเหมือนตนเอง



นิทานอีสป เรื่อง กากับนกนางแอ่นขนแสนสวย



นิทานอีสป เรื่อง กากับนกนางแอ่นขนแสนสวย

บนยอดต้นไม้สูงใหญ่ในป่ากว้างซึ่งเป็นที่อยู่ของเหล่านกนานาชนิดทั้งนกนางแอ่นและนกกา นกกระจิบกระจอกทั้งหลาย ป่าลึกแห่งนี้ค่อนข้างห่างไกลผู้คนนัก เหล่านกจึงอยู่กันอย่างสบายไม่ต้องกังวลว่าจะถูกนายพรานล่า ในวันที่อากาศแจ่มใสแบบนี้ นกนางเเอ่นถามกาว่า


“เจ้ากาเอ๋ยขนข้ากับใคร ใครงามเลิศกว่ากัน” เจ้านกนางแอ่นถามด้วยความภาคภูมิใจในขนของตัวเอง

ได้ยินคำถามดังนั้นเจ้ากาก็ก้มลงมองขนของตัวเองเพื่อพิจารณา….

“ก็ต้องขนขาสิเงางามกว่าใครๆ”

เมื่อได้ยินดังนั้นเจ้านกนางแอ่นก็ขยัยปีกเป็นสัญญาณว่ากำลังไม่พอใจในคำตอบ

“เจ้าดูดี ๆ ก่อนเถิด ในวันที่อากาศอบอุ่นเช่นนี้ขนของข้าดูสวยเป็นพิเศษใช่หรือไม่?”

เมื่อได้ยินดังนั้นเจ้ากาจึงพิจารณาดูอย่างถี่ถ้วนถึงขนของนกนางแอ่นเจ้าปัญหา ซึ่งมันเห็นขนสีขาวนวลต้องประกายกับแสงแดดอ่อน ๆ ทำให้ชวนมองยิ่งนัก


“มันก็จริงอย่างที่เจ้าว่ามา แต่ดูก่อนเถิดขนดกดำของข้า ไม่ว่าจะฤดูกาลไหนมันก็ดำเช่นนี้ฤา ไม่ว่าจะเจอสภาพอากาศเช่นไร มันก็ยังคงเป็นเช่นนี้ไม่เปลี่ยนแปลง”

เจ้านกนางแอ่นพยักหน้าเห็นด้วยกับสัจธรรมในข้อนี้ จริงอย่างที่เจ้ากาว่า ขนสีดำของมันไม่สะทกสะท้านต่อการเปลี่ยนแปลงเลยสักนิดไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหนขนของมันก็ดำเช่นนี้เสมอ


คติสอนใจจากนิทานอีสปเรื่องนี้  :    “ความงามที่คงทนยั่งยืน ย่อมเป็นความงามที่เเท้จริง”

หญิงหลายผัว นิทานชาดก




หญิงหลายผัว

กณเวรชาดก ว่าด้วยหญิงหลายผัว
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ การประเล้าประโลมของภรรยาเก่าของภิกษุ จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้


เรื่องราวปัจจุบันจักมีแจ้งใน อินทริยชาดก ส่วนในที่นี้ พระศาสดาตรัสกะภิกษุนั้นว่า ดูก่อนภิกษุ เมื่อชาติก่อนเธออาศัยหญิงนี้ จึงถูกตัดศีรษะด้วยดาบ แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในฤกษ์โจร บนเรือนของคฤหบดีคนหนึ่งในกาสิกคาม พอเจริญวัยแล้ว กระทำโจรกรรมเลี้ยงชีวิต จนปรากฏชื่อเสียงว่าเป็นผู้กล้าหาญ มีกำลังดุจช้างสาร ใครๆ ไม่สามารถจับพระโพธิสัตว์นั้นได้


วันหนึ่งพระโพธิสัตว์นั้นเข้าโจรกรรมในเรือนของเศรษฐีแห่งหนึ่งลักทรัพย์มาเป็นอันมาก ชาวพระนครพากันเข้าไปเฝ้าพระราชา กราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ มหาโจรคนหนึ่งปล้นพระนคร ขอพระองค์โปรดให้จับโจรนั้น พระราชาทรงสั่งเจ้าหน้าที่ผู้รักษาพระนครให้จับมหาโจรนั้น ในตอนกลางคืน เจ้าหน้าที่ผู้รักษาพระนครนั้น ได้วางผู้คนไว้เป็นพวกๆ ในที่นั้นๆ ให้จับมหาโจรนั้นได้พร้อมทั้งของกลาง แล้วกราบทูลแก่พระราชา พระราชาทรงสั่งเจ้าหน้าที่ผู้รักษาพระนครนั้นนั่นแหละว่า จงตัดศีรษะมัน เจ้าหน้าที่ผู้รักษาพระนครมัดมือไพล่หลังมหาโจรนั้นอย่างแน่นหนา แล้วคล้องพวงมาลัยดอกยี่โถแดงที่คอของมหาโจรนั้น แล้วโรยผงอิฐบนศีรษะ เฆี่ยนมหาโจรนั้นด้วยหวายครั้งละ ๔ รอย จึงนำไปยังตะแลงแกง ด้วยปัณเฑาะว์อันมีเสียงแข็งกร้าว


พระนครทั้งสิ้นก็ลือกระฉ่อนไปว่า ได้ยินว่า โจรผู้ทำการปล้นในนครนี้ถูกจับแล้ว ครั้งนั้น ในนครพาราณสี มีหญิงคณิกาชื่อว่าสามา มีค่าตัวหนึ่งพัน เป็นผู้โปรดปรานของพระราชา มีวรรณทาสี ๕๐๐ คนเป็นบริวาร ยืนเปิดหน้าต่างอยู่ที่พื้นปราสาท เห็นโจรนั้นกำลังถูกนำไปอยู่ ก็โจรนั้นเป็นผู้มีรูปงามน่าเสน่หา ถึงความงามเลิศยิ่ง มีผิวพรรณดุจเทวดา ปรากฏเด่นกว่าคนทั้งปวง นางสามาเห็นเข้าก็มีจิตปฏิพัทธ์รักใคร่คิดอยู่ว่า เราจะกระทำบุรุษนี้ให้เป็นสามีของเราได้ด้วยอุบายอะไรหนอ รู้ว่ามีอุบายอยู่อย่างหนึ่ง จึงมอบทรัพย์พันหนึ่งในมือหญิงคนใช้คนหนึ่ง เพื่อนำไปส่งให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้รักษาพระนคร โดยให้พูดว่า โจรนี้เป็นพี่ชายของนางสามา ท่านรับเอาทรัพย์หนึ่งพันนี้แล้วจงปล่อยโจรนี้


หญิงคนใช้นั้นได้กระทำเหมือนอย่างนั้น เจ้าหน้าที่ผู้รักษาพระนครกล่าวว่า โจรนี้เป็นโจรโด่งดัง เราไม่อาจปล่อยโจรนี้ได้ แต่ถ้าเราได้คนอื่นมาแทนโจรนี้แล้ว จะให้โจรนี้นั่งในยานอันมิดชิดแล้วจึงส่งไปได้ หญิงคนใช้นั้นจึงไปบอกแก่นางสามานั้น ก็ในเวลานั้น มีบุตรของเศรษฐีคนหนึ่ง มีจิตปฏิพัทธ์ผูกพันนางสามา ให้ทรัพย์พันหนึ่งทุกวัน ในวันนั้น เศรษฐีบุตรนั้นก็ได้เอาทรัพย์หนึ่งพันไปยังเรือนนั้น ในเวลาพระอาทิตย์อัสดงคต ฝ่ายนางสามาเมื่อรับทรัพย์พันหนึ่งแล้ววางที่ขาอ่อนแล้วนั่งร้องไห้ เศรษฐีบุตรเห็นดังนั้นจึงถามว่า นางผู้เจริญ นี่เรื่องอะไรกัน



นางสามาจึงกล่าวว่า ข้าแต่นาย โจรนี้เป็นพี่ชายของดิฉัน เขาไม่มายังสำนักของดิฉัน ด้วยละอายว่าตัวเขาทำกรรมต่ำช้า เมื่อดิฉันส่งข่าวแก่เจ้าหน้าที่ผู้รักษาพระนครๆ ส่งข่าวมาว่า ถ้าเราได้ทรัพย์พันหนึ่งจึงจักปล่อยตัวไป บัดนี้ ดิฉันได้ทรัพย์หนึ่งพันนี้แล้ว แต่ไม่ได้โอกาสที่จะไปยังสำนักของเจ้าหน้าที่ผู้รักษาพระนคร


เศรษฐีบุตรได้ยินดังนั้นเพราะมีจิตปฏิพัทธ์ในนาง จึงกล่าวว่า ฉันจักไปเอง


นางสามากล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านจงถือเอาทรัพย์ที่นำมานั่นแหละไปเถิด


เศรษฐีบุตรนั้นถือทรัพย์พันหนึ่งนั้นไปยังเรือนของเจ้าหน้าที่ผู้รักษาพระนคร เจ้าหน้าที่ผู้รักษาพระนครนั้นคุมเศรษฐีบุตรนั้นไว้ในที่อันมิดชิด แล้วให้โจรนั่งในยานอันปกปิดมิดชิด แล้วส่งไปให้นางสามา แล้วอ้างต่อผู้อื่นว่า โจรนี้เป็นโจรโด่งดังในแว่นแคว้น ต้องรอให้มือค่ำเสียก่อนพวกเราจึงจักฆ่าโจรนั้นในเวลาปลอดคน


ครั้นค่ำลง เมื่อปลอดคนแล้ว จึงนำเศรษฐีบุตรไปยังตะแลงแกงโดยมีการอารักขาอย่างแข็งแรง แล้วเอา ดาบตัดศีรษะเสียบร่างไว้ที่หลาวแล้วเข้าไปยังพระนคร


ตั้งแต่นั้นมา นางสามามิได้รับอะไรๆ จากมือของคนอื่นๆ เที่ยวอภิรมย์ชมชื่นอยู่กับโจรนั้นนั่นแหละ โจรนั้นคิดว่า ต่อไป ถ้าหญิงนี้มีจิตปฏิพัทธ์ในชายอื่นอีก แม้ตัวเรา นางก็จักให้ฆ่าแล้วอภิรมย์กับชายคนใหม่นั้นเท่านั้น หญิงนี้เป็นผู้มักประทุษร้ายผู้อื่นอย่างเดียว เราควรรีบหนีไปที่อื่น แต่เมื่อจะไปจะไม่ไปมือเปล่า จักถือเอาห่อเครื่องอาภรณ์ของหญิงนี้ไปด้วย


วันหนึ่ง จึงกล่าวกะนางสามานั้นว่า นางผู้เจริญ เราทั้งหลายอยู่เฉพาะในเรือนเป็นประจำ เหมือนไก่อยู่ในกรง พวกเราจักเล่นในสวนสักวันหนึ่ง นางสามานั้นรับคำ แล้วจัดแจงสิ่งของทั้งปวงมีของควรเคี้ยว และของควรบริโภคเป็นต้น ประดับประดาด้วยอาภรณ์ทั้งปวง นั่งในยานอันมิดชิดกับโจรนั้นแล้ว ไปยังสวนอุทยาน โจรนั้นเล่นอยู่กับนางสามานั้นในสวนอุทยานนั้น จึงคิดว่า เราควรหนีไปเดี๋ยวนี้ จึงทำทีเหมือนต้องการจะร่วมอภิรมย์ ด้วยกิเลสฤดีกับนางสามานั้น จึงพาเข้าไประหว่างพุ่มต้นยี่โถแห่งหนึ่ง ทำทีเหมือนสวมกอดนางสามานั้น แล้วจึงกดลงทำให้สลบล้มลงแล้ว ปลดเครื่องอาภรณ์ทั้งปวง เอาผ้าห่มของนางนั่นแหละผูกแล้วคล้องห่อนั้นไว้ที่คอ โดดข้ามรั้วอุทยานหลบหลีกไป


ฝ่ายนางสามานั้น เมื่อฟื้นขึ้น จึงลุกขึ้นมายังสำนักของพวกหญิงรับใช้ แล้วถามว่า ลูกเจ้าไปไหน ? พวกหญิงรับใช้กล่าวว่า พวกดิฉันไม่ทราบเลย แม่เจ้า นางสามาคิดว่า สามีของเราสำคัญว่าเราตายแล้ว จึงกลัวแล้วหลบหนีไป นางนึกเสียใจจึงจากสวนอุทยานนั้นแล้วไปบ้าน คิดว่าตั้งแต่เวลาที่เรายังไม่พบเห็นสามีที่รัก เราจักไม่นอนบนที่นอนที่ประดับตกแต่ง จึงนอนอยู่ที่พื้น ตั้งแต่นั้นมา นางไม่นุ่งผ้าสาฎกที่ชอบใจ ไม่บริโภคอาหาร ๒ หน ไม่แตะต้องของหอมและดอกไม้เป็นต้น คิดว่า เราจักแสวงหาพ่อลูกเจ้าด้วยอุบายอย่างใดอย่างหนึ่งบ้างแล้วให้เรียกกลับมา


นางจึงให้เชิญพวกคนนักฟ้อนมาแล้วได้ให้ทรัพย์พันหนึ่ง เมื่อพวกนักฟ้อนรำกล่าวว่า แม่เจ้า จะให้พวกเราทำอะไรบ้าง นางจึงกล่าวว่า ขึ้นชื่อว่าสถานที่ที่พวกท่านยังไม่ได้ไป ย่อมไม่มี ท่านทั้งหลายเมื่อเที่ยวไปยังคามนิคม และราชธานี แสดงการเล่นพึงขับเพลงขับบทนี้ขึ้นก่อนทีเดียว ในมณฑลสำหรับแสดงการเล่น เมื่อจะให้พวกฟ้อนรำศึกษาเอา จึงกล่าวคาถาที่หนึ่ง แล้วสั่งว่า เมื่อพวกท่านขับเพลงขับบทนี้ ถ้าหากพ่อลูกเจ้าจักอยู่ในภายในบริษัทนั้น เขาจักกล่าวกับพวกท่าน เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกท่านพึงบอกถึงความที่เราสบายดีแก่เขา แล้วพาเขามา ถ้าเขาไม่มา พวกท่านพึงให้เขาส่งข่าวมา ดังนี้แล้วมอบเสบียงเดินทางให้แล้วส่งพวกนักฟ้อนรำไป พวกนักฟ้อนเหล่านั้นออกจากนครพาราณสี กระทำการเล่นอยู่ในที่นั้นๆ ได้ไปถึงบ้านปัตจันตคามแห่งหนึ่ง โจรคนนั้นก็หนีไปอยู่ในบ้านปัตจันตคามนั้น พวกนักฟ้อนเหล่านั้น เมื่อจะแสดงการเล่นในที่นั้น จึงพากันขับร้องเพลงขับบทนี้ก่อนทีเดียวว่า :


[๕๗๐] ท่านกอดรัดนางสามาด้วยแขน ที่กอชบามีสีแดงในวสันตฤดู เธอได้สั่ง


ความไม่มีโรคมาถึงท่าน.


โจรได้ฟังเพลงขับนั้นจึงเข้าไปหานักฟ้อนแล้วกล่าวว่า ท่านพูดว่า สามายังมีชีวิต แต่เราหาเชื่อไม่ เมื่อจะเจรจากับนักฟ้อนนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :


[๕๗๑] ดูกรท่านผู้เจริญ ได้ยินว่า ลมพึงพัดภูเขาไป ใครๆ คงไม่เชื่อถือ ถ้า


ลมจะพึงพัดเอาภูเขาไปได้ แม้แผ่นดินทั้งหมดก็พัดเอาไปได้ เพราะ


เหตุไร นางสามาตายแล้วจึงสั่งความไม่มีโรคมาถึงเราได้?


นักฟ้อนได้ฟังคำของโจรนั้นแล้ว จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :


[๕๗๒] นางสามานั้นยังไม่ตาย และไม่ปรารถนาชายอื่น ได้ยินว่า นางจะมีผัว


เดียว ยังหวังเฉพาะท่านอยู่เท่านั้น.


โจรได้ฟังดังนั้นจึงกล่าวว่า นางจะมีชีวิตอยู่หรือไม่ก็ตาม เราไม่ต้องการนาง แล้วกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :


[๕๗๓] นางสามาได้เปลี่ยนเราผู้ไม่เคยสนิทสนม กับสามีที่เคยสนิทสนมมานาน


เปลี่ยนเราผู้ยังไม่ทันได้ร่วมรัก กับสามีผู้เคยร่วมรักมาแล้ว นางสามาพึง


เปลี่ยนผู้อื่นกับเราอีก เราจักหนีจากที่นี้ไปเสียให้ไกล.


โจรกล่าวว่า เราจักไปยังที่ไกลแสนไกลเช่นที่ที่เราไม่อาจได้ฟังข่าว หรือความเป็นไปของนางสามานั้น เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงบอกความที่เราจากที่นี้ แล้วไปที่อื่นแก่นางสามานั้น แล้วโจรนั้นก็ได้นุ่งผ้าให้กระชับมั่นแล้วรีบหนีไป ต่อหน้านักฟ้อนเหล่านั้นที่ยืนอยู่นั่นแหละ


นักฟ้อนทั้งหลายได้ไปบอกอาการกิริยาที่โจรนั้นกระทำแก่นางสามานั้น นางเป็นผู้มีความวิปฏิสารเดือดร้อนใจ จึงยังกาลเวลาให้ล่วงไปโดยปกติของตนนั่นแล


พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว จึงทรงประกาศสัจจะ ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้กระสันถึงภรรยาเก่า ก็ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล แล้วทรงประชุมชาดกว่า เศรษฐีบุตร ในครั้งนั้น ได้เป็นภิกษุรูปนี้ นางสามาในครั้งนั้นได้เป็นภรรยาเก่า ส่วนโจรในครั้งนั้น ได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล

ลิง ติเตียนมนุษย์ นิทานชาดก



ลิง ติเตียนมนุษย์


ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวันเมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุผู้กระสันเพราะอำนาจกิเลสรูปหนึ่ง ตรัสให้โอวาทว่า " ภิกษุ ธรรมดากิเลสแม้สัตว์เดรัจฉานก็ติเตียน เธอบวชในศาสนานี้แล้วเหตุไฉนจึงกระสันด้วยอำนาจกิเลสที่แม้สัตว์ก็ติเตียนเล่า " แล้วได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกว่า...

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นลิงอาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ วันหนึ่ง ถูกพรานป่าจับได้แล้วนำไปถวายพระเจ้าเมืองพาราณสี พระราชามิได้สั่งทำร้ายมันกลับสั่งให้เลี้ยงมันอย่างดี ลิงนั้นอยู่ในพระราชวังหลายปีเห็นพฤติกรรมของมนุษย์มากมาย กลายเป็นสัตว์เชื่องเรียบร้อยมิได้ดุร้าย พระราชาทรงพอพระทัยและมีเมตตาต่อมันมากจึงโปรดให้นายพรานนำกลับไปปล่อยยังป่าหิมพานต์เหมือนเดิม



ฝูงลิงเมื่อทราบว่าลิงโพธิสัตว์กลับมาแล้ว จึงประชุมกันที่ลานหินแห่งหนึ่งพร้อมกับต้อนรับและถามข่าวซักไซ้ไล่เลียงว่า " เจ้าเพื่อนยาก ท่านหายไปไหนมาเป็นเวลานาน " ลิงโพธิสัตว์ตอบว่า " เราไปอยู่ที่เมืองพาราณสีมานะสิ " " แล้วท่านออกมาได้อย่างไรละ " ฝูงลิงถามต่อ " พระราชาเลี้ยงเราไว้ดูเล่น แล้วก็ปล่อยมานี่แหละ " มันตอบ

ฝูงลิงถามต่อว่า " ท่านอยู่กับมนุษย์มานาน คงพอจะทราบพฤติกรรมหรือนิสัยของมนุษย์กระมัง ลองเล่าสู่พวกเราฟังสิว่าเป็นอย่างไร "

ลิงโพธิสัตว์ " พวกท่านอย่าถามเลย เราไม่อยากจะเล่า "

ฝูงลิง " เล่ามาเถิด พวกเราอยากจะฟัง "

ลิงโพธิสัตว์ทนการอ้อนวอนไม่ไหวจึงพูดว่า " ท่านทั้งหลายเอ๋ย ขึ้นชื่อว่ามนุษย์ จะเป็นกษัตริย์ เศรษฐีหรือยาจก ล้วนแต่พูดคำเดียวกันว่า ของเรา ของเรา ไม่รู้ถึงความไม่เที่ยง ความไม่มีอยู่เลย มีแต่คนพาลละเพื่อนเอ๋ย " ว่าแล้วก็กล่าวติเตียนมนุษย์เป็นคาถาว่า



" มนุษย์ทั้งหลายผู้มีปัญญาเขลา ไม่เห็นอริยธรรม
พูดกันแต่ว่า เงินของเรา ทองของเรา ทั้งคืนทั้งวัน
ในเรือนหลังหนึ่ง มีเจ้าเรือนอยู่ ๒ คน ใน ๒ คนนั้น คนหนึ่ง ไม่มีหนวด
นมยาน เกล้าผมมวย และเจาะหู ถูกซื้อมาด้วยทรัพย์เป็นจำนวนมาก
ชายเจ้าของเรือนนั้น พูดเสียดแทงคนนั้นตั้งแต่วันที่มาถึง "

พวกลิงได้ฟังลิงโพธิสัตว์กล่าวติเตียนชาวมนุษย์อย่างนี้ก็ทนฟังไม่ได้ พากันเอามือปิดหูแล้วพูดว่า " พอละ..พอละ..ท่านหยุดพูดได้แล้ว พวกเราไม่อยากฟังสิ่งที่ไม่ควรจะฟัง " ว่าแล้วก็พากันวิ่งหนีเข้าป่าไป




นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า   :    แม้แต่สัตว์เดรัจฉานยังไม่อยากจะฟังสิ่งที่ไร้สาระและกิเลสตัณหาของชาวมนุษย์