มาหัดแหล่กันเถอะ...เทศน์แหล่แบบอีสาน


คำกล่าวแหล่อีสาน

กาลครั้งนั้นพันธุมมะ  ได้เจราพาทีกับเรวัตตะลูกชายตน   ด้วยท่านเศรษฐีในเมืองสาวัตถี  ผู้ที่เคยหนุนจุนเจือ   เคยซืนฟืนที่พันธุมะ นำไปขายในเมืองเป็นประจำนั้นมีคามต้องการที่จะพาตัวเรวัตตะเข้าไปเป็นคนรับใช้      ค่าจ้างค่าออนท่านก็จะให้สมน้ำสมเนื้อทีเดียว   แต่ฝ่ายเรวัตตะลูกชายมิได้มีความต้องการที่จะไปเป็นคนรับใช้   ของท่านเศรษฐีจึงพยายามหาเหตุผลต่างๆนาๆเจรจาต่อพ่อผู้เฒ่าด้วยกาลครั้งนี้

      บัดนี้.......เรวัตตะน้อยกลอยพาทีแถลงกล่าว  จิตกันอ่าวถึงความจนได้ปีบคั้นโหลดตั้นตื้นระหว่างคอ    ชาตินี้น้อนิลแก้ว  บ่คือพลอยอันสูงค่า  คอกพ่อเอ้ย   แนวไก่ป่าแล่นเข้าบ้าน  ปสมหมู่กุลชโล  โสสิเอาไพศาลนั้นล่องลงกะคงแย่    เอาเป็นแพรผืนโป้   ดำบักโกฝ้ายเส้นใหญ่   ห่มเข้าเมืองศีวิไล  ย่านคนหัวเยาะเย้ย  กะหยามหน้าด่าประจาน  บุญสมภารผลาน้อย    บ่หวังคอยได้ชดปวง   ดอกพ่อเอ้ย  สมเต่หอยจิบจี้  ที่เขาถิ่มอยู่ฝั่งมูล


                 อันแนวชินกาดำกะสิสมตั้งแต่หมื่อ   ล่คือชุมนกกะเจ่า   
ทุกข์กะอยู่พอเฮา  กินปลาแดกขี้ร่า   คันถือล่าซุบบักเขือ
อย่าไปคอนกินเนื้อที่ผัดมันบ้านผู้อื่น
ยังคอยหย่ำคอยกลืน  ปลาแดกเครื่องข้าวโม่
กะยังสิฮู้ว่ารสหวาน
เฮาเป็นซุมจันฑาล  ไกลบ้านอยุ่ตามป่าฮิมดง
สิไปลงสังฆกรรมฮ่วมพวกพราหมณ์จึงได๋ได้
เผื่นเป็นไหมเฮาเป็ฯฝ้าย  ต่ำเป็นผืนแพรลาย
บ่เป็นก้าวพอไหง่
ไหมให้อยู่แต่ส่วนไหม  ฝ้ายให้อยู่แต่ส่วนฝ้าย
อย่าหมายเกี้ยวว่าเกี่ยวไหม
ไม่ให้อยู่แต่ส่วนไม้  อย่าไปฮ่วมซุมหิน
มันสิเขินคือดิน  ห่างกับกับเทิงฟ้า
แขนขามิให้สู้ หูมีฟังตามีเบิ่ง
เห็นเผิ่นเซิ้งอย่าอยากเซิ้ง  เดี้ยวสิย่อนบ่ถืกกลอง
ลูกบ่ขืนขัดข้อง เบิ่งพ่อแม่ทั้งสอง
ผู้เคยเลี้ยงเพียรพร่ำ
ทรมารทรกรรม  เผื่นว่าเป็นลูกจ้าง
ล่ะพอปานช้างดอกลากโพน