เอาคาถาจากเขมร มาฝากครับ

  

เป็นคาถาที่ผมได้ตกทอดสืบมาจากครูเขมร รุ่นเก่าๆ สืบทอดกันมา ผ่านครูทางลาวอีกที
เป็นคาถาที่ช่วยเรื่อง ความจำ   ทำให้จำแม่น ช่วยเหลือในบุคคลที่ความจำไม่ดี เป็นคาถาที่ควรเรียน ก่อนจะเรียนคาถาอื่น  ครูบาอาจารย์สมัยก่อนจะลูกศิษย์เรียนอะไรๆ มักจะให้อ้อ เหล่านี้ก่อน จะได้มีความจำ ถ้าจำเก่งก็จะเรียนดี เป็นขั้นตอนไป 

คนที่มีบุพกรรมเก่าหนัก เคยติดสุรามามาก หรือเบียดเบียนคนอื่นทางปัญญา เกิดมาชาตินี้เลยอาภัพ จำไรไม่ค่อยได้ จำหน้าได้ กลับลืมหลัง หัวไม่ดี อ่านหนังสือขยันเรียนแทบล้มแทบตาย เกรดก็ยังไม่เท่าเพื่อน หรือขยันยังไงมันก็จำไม่ขึ้นจริงๆ หนักๆบาง รายครูบาอาจารย์จะเอาอ้อยดำ มาเสกให้กิน แต่ทุกวันนี้คงหาท่านที่เสกอ้อยได้ยากมาก เพราะต้องขั้นอภิญญาใหญ่ (ในนิทานศรีโตร แต่ก่อน บวชเป็นเณร แต่ว่าความจำไม่ดีมากๆ อาจารย์เสกอ้อยดำให้กิน ทำให้ความจำดี เก่งเวทย์คาถาในที่สุด ) แบบเดียวกับที่เขาผูกยนต์จักร ยนต์ต่างๆ ไว้ตามขุมสมบัติป้องกันคนมาลักของ หรือตามพระเจดีย์ต่างๆ ต้องได้อภิญญาใหญ่จึงจะทำได้  ของผมสืบมาแต่อ้อขั้นเบาๆ 


คาถาบทนี้เรียกว่าอ้อ
อ้อ คือบทพระคาถาโบราณสืบทอดมาแต่ครั้งอิสาณใต้โบราณแถบๆ อุบลราชธานี และถิ่นอิสานใต้ แถว ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์

แต่อ้อที่ผมนำมาให้บทนี้ เรียกอ้อจำ   มีสรรพคุณในทางช่วยเหลือความจำ ทำให้จำแม่น เรียนรู้อะไรๆ ได้รวดเร็ว ทั้งบทพระธรรมคำสอน หรือบทเรียนต่างๆ หรือฟื้นความจำได้รวดเร็ว


ถ้าจะเรียนพระคาถาบทนี้ เดี๋ยวผมต่อคาถาให้ครับ กรรมวิธีของพระคาถานี้ก็คือ ให้ตั้งขันธ์แปด...    ขันธ์แปดคืออะไร ก็คือนำจานสวยๆ หรือจานสีขาวมา 1 ใบ หรือพานสวยๆก็ได้ 1 พาน

เครื่องขันธ์แปดประกอบด้วย เทียนแปดคู่ ดอกไม้แปดคู่  
ขันธ์แปด บางท่านโจมตีว่า ไม่มีหรอก มั่วมากกว่า สรรพสัตว์ที่ยังไม่ถึงพระนิพพานมีแต่ขันธ์ห้าเท่านั้นแหละ ใช่ครับท่านเข้าใจถูกต้อง แต่ขันธ์แปดในที่นี้คือเครื่องเขาใช้แสดงความเคารพนับถือกันระหว่างครูกับศิษย์ ไม่ได้มีอะไรมากมายไปกว่าเครื่องยอมรับกัน ซึ่งแล้วแต่ครูบาอาจารย์ที่ถ่ายทอดมา เรียนสายกันมายังไง

ตัวคาถาหรือตัวอ้อนะครับ




อ้อจำ
"โอม สะ กุ โส วะ หัง อะ นุ พัน ติด โต 
โอม ยอด อ้อ อ้อ พระ อะ ระ หัน ตา
มา วิ วั๊ก วิ หว่อน 
ขอ ให่ ใจ ผู่ ข่า 
ตาม ธรรม วิหัง โอม สะ โหม ติด"



อ้อป่อง

"โอม ตุ๊ ปุ๊ สะ ลุ ปัญญา 
กัสสะ ลูปา เอหิ สะโหมติด 
โอมจิตติ มหาจิตติ โอมจิตตัง มหาจิตตัง
พันธะนัง เอหิ สะโหม ติด"







ป่องแปลว่า รู หรือสิ่งที่รอดออก  อ้อ ป่อง จะช่วยในเรื่องการแก้ไข ปัญหาเฉพาะหน้า ฉับพลัน มีไหวพริบปฏิภาณ ไม่ติดขัด 

อย่างเช่นเจอปัญหาเฉพาะหน้า จะช่วยให้มีสติ มีทางแก้ปัญหา ช่วยในเรื่องการเรียนของนักเรียนนักศึกษาได้ ทำให้เข้าใจบทเรียนได้ง่ายและรวดเร็ว


วันไหนเรียนติดขัด หรือมีเรื่องข้องใจอะไร ที่แก้ไม่ตก จะมีครู ที่ไม่ใช่มนุษย์มาสอน ในความฝัน บอกทางแก้ปัญหา หรือสอนบทเรียนให้เรา ทำให้ได้เปรียบเพื่อนๆ ในการเรียน....หรือมีทางแก้ปัญหา


แต่ว่าพระคาถาบทนี้มีความลำบาก ในการตั้งเครื่องบูชา  อันได้แก่ ต้องตั้งขันธ์แปด ขันธ์ห้า แล้วก็มีเหรียญสตางค์แดง 1 เหรียญ ค่อนข้างยากในการบูชา ทุกวันนี้อนุญาตให้ใช้เงินปัจจุบันแทน 1 สตางค์ ในอดีต ค่าเยอะอยู่นะ เทียบเป็นเงินในวันนี้ไม่ทราบว่าจะเท่าไหร่ ให้นำเงินบูชาครูนี้วางในขันธ์ห้า 

คาถาสองบทนี้รับรองไม่เป็นผี เป็นปอบ ถ้าของไม่ดี ผมไม่ถ่ายทอดให้ใคร และของไม่ดีจริง ผมไม่รับมา  อีกอย่างผมเป็นเพียงคนที่ยังอ่อนในเรื่องเวทย์ต่างๆ ดังนั้นอย่าได้ส่งของมาลองผม ผมเคยโดนมาแล้ว ถ้าจะส่งมา ให้ส่งปูน ทราย สังกะสี ตะปูตอกบ้านมาจะดีกว่า หรือวัสดุก่อสร้าง จะได้นำไปสร้างวัดที่อิสาณ ซึ่งที่นั่นเขากันดารจริงๆ ส่งมาสัก 10คันรถ จะได้ร่วมมหากุศลกัน





ขอฝากแต่ยอดมนต์หรือคาถาใดๆ ไม่เท่าพระพุทธมนต์ครับ เพราะมีพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ถ้าเราสวดและพิจารณาบ่อยๆ นำมาปฏิบัติแล้ว สามารถ ยังผล ให้เราเข้าถึงพระนิพพานได้....


ยอดคาถาใดๆ จึงไม่เท่าพระพุทธมนต์ เพราะทำให้คนหยุดเกิดได้ หยุดเกิด ก็หยุดทุกข์ทั้งมวล


คาถาอื่นๆจึงเป็นตัวช่วย  บางคาถาสนองกิเลสคนอย่างมากมาย ใช้ไปบีบบังคับ ก่อกรรมทำเข็ญกัน บ้างก็ทำร้าย กัน สาระพัดสาระเพ

ดังนั้นครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ก่อนจะสืบ วิชาให้ใคร เขาจึง คิดแล้วคิดอีก บางทีปล่อยให้ตัวเอง ตายไปพร้อมกับคาถา ไม่ยอมสืบทอดให้ใคร 

ผมโชคร้ายที่เกิดไม่ทันคุณทวด ไม่งั้นป่านนี้ มีพระคาถาโบราณมากมาย มาไว้ถ่ายทอดให้ท่านที่สนใจ เพราะคุณทวดเป็นหมอธรรม เก่งกล้าอาคมที่สุดของแถบนั้นสมัยนั้น.....สมัยไหนหรอ ก็ประมาณ ในหลวง ร.5 พระองค์ท่าน สร้างทางรถไฟ 


แต่รุ่นลูกๆไม่ค่อยจะสืบทอดไว้   พอตกมารุ่นผมจึงมีเหลือไม่กี่บท

เหลือเฉพาะที่สำคัญๆจริงๆ และพิธีกรรมบางอย่าง ที่เป็นไสยศาสตร์ อย่างเช่นของที่บ้านหายไปสักชิ้น ถ้าไม่เกินวิสัยของกฏแห่งกรรม อย่างเช่น หลานชายผมตอนเป็นเด็กๆ ซน เอามีดอีโต้ คุณยายไปเล่น แล้วลืมไว้ในป่า ยายจะใช้ ก็หาไม่เจอ หาจนบ้านเพิง ก็ไม่พบ หมดทางแก้ ยายเลยใช้วิธีโบราณ ตั้งพิธีนิดหน่อย ทำกรรมวิธีโบราณ แปปเดียว ยายรู้เลย.....ที่ที่มีดตกอยู่ ได้มีดกลับคืน

โถ่......คุณยาย ทำไมไม่ใช้ตั้งนาน ผมเสียเวลาหาช่วยตั้งนาน

ผมสันนิษฐานนะครับ คนโบราณ ถ้าไม่เหลือวิสัยจริงๆแล้ว เขาจะไม่ใช่ของแบบนั้น เหลือวิสัยหรือหมดหนทางจริงๆ เขาจึงจะใช้ เดี๋ยวปิดเทอมเรียนจบแล้ว ผมจะไปเรียนพระเวทย์คาถาโบราณไว้ให้ได้เยอะที่สุด เพราะเดี๋ยวมันจะสูญหายไปหมด


ผมเอาเกร็ดไสยศาสตร์มาฝากนะครับ ช่วยทางแคล้วคลาด เวลาขึ้นรถลงเรือ ขาเขินดิน (ภาษาอิสานแปลว่า ไปไหนมาไหน ที่เท้าไม่เตะพื้น)

ให้เรานำมือก้มลงหยิบดิน ในบริเวณบ้านเรานั้นแหละ หยิบมานิดนึง แล้วขอบารมีพระแม่ธรณี ให้คุ้มครองเรา ให้เดินทางปลอดภัย จากนั้นเอาดินนั้นแหละ ใส่ลงบนหัวเรา พอดินทางถึงที่หมายปลายทางโดยปลอดภัยดีแล้ว ถ้าจะตอบแทนท่าน ก็ให้ตั้งของบูชานิดหน่อย ของบูชาจำไม่ได้ครับ

เดี๋ยวไปถามยายก่อน    ไม่ตั้งของบูชาท่านก็ได้ครับ ท่านไม่ว่า เวลาทำบุญก็อุทิศถึงท่านบ้าง แล้วระลึกถึงความดีของท่าน ....

เดี๋ยวจะหาเกร็ดความรู้ต่างๆมาให้เรื่อยๆครับ ถ้าผมยังไม่ตายไปก่อน....


แต่ถ้าตายไปก่อนก็จบกัน .....


ข้อปฏิบัติหลักๆ ในคาถา 2บทนี้

ให้เคารพในพระรัตนตรัยเพราะเป็นการอาราธนาพระรัตนตรัยมาช่วย ซึ่งในโลกทิพย์มีครูบาอาจารย์ที่พร้อมจะช่วยเหลือเราหากเราตั้งใจทำดีจริง 


         1.มีเมตตาต่อทุกรูปทุกนาม ที่เป็นเพื่อนร่วมวัฏะสงสาร ห้ามดูถูกคน ใครไม่เก่ง ความจำไม่ดี ห้ามไปว่าเขา ให้ช่วยเหลือเขา ห้ามอวดดีอวดเก่ง อวดเมื่อไหร่พัง

        2.ห้ามเด็ดขาด การเดินข้ามหนังสือ เหยียบ นั่ง หรือทำการอันไม่เคารพในตัวอักษร ใครได้ล่วงเรียกว่าผิดตับ มนต์ตัวนี้เลย

        3.เมื่อได้ผลแล้วจึงถ่ายทอดให้คนอื่นๆได้ ห้ามทำเพื่อการพานิชย์ ให้ทำเพื่อการสงเคราะห์คนเท่านั้น หากโลภ ไม่มีผล

       4.ท่านที่มีความจำและเรียนเก่งขึ้นแล้ว ให้เรียนสมาธิและวิปัสสะนาเสียด้วย แล้วถ่ายถอนกิเลสให้เป็นไปเพื่อพระนิพพาน เครื่องมือเหล่านี้เป็นเพียงสะพานทอดไป

      5.ท่านที่ทำแล้วไม่ได้ผล ไม่ต้องถ่ายทอดให้คนอื่น
   
      6.ให้วิทยาทาน ช่วยเหลือคนด้านความรู้แก่ผู้ต้องการรู้ หรือสอนความดีเด็กๆ ยิ่งท่านให้ ท่านยิ่งจะได้ ยิ่งหวงยิ่งหด หมดไปเรื่อยๆ หรือซื้อหนังสือดีๆ ไปบริจาคตามห้องสมุดก็ได้ ถ้าจะเอาแบบได้ผลเร็วๆ ตามโรงเรียนปริยัติธรรม จะเห็นผลเร็วมากๆ เพราะผู้ใช้มีศีลมีธรรม

      7.การใช้พระคาถา เวลาจะใช้ให้ตั้งใจสมาทานศีลให้บริสุทธิ์ อย่างต่ำศีลห้า ไม่มีศีล ถือคาถาไปพันปี ก็ไม่มีผลครับ จากนั้นสวดพระคาถาสัก3,5,7,9 จบก็ได้ แล้วอธิษฐาน ขอพรพระเอา ให้ขอพรพระรัตนตรัย และครูบาอาจารย์ทั้งหลาย เทพ พรหม ท่านผู้มีพระคุณ ให้ท่านสงเคราะห์เรา ให้มีความจำและไหวพริบดีขึ้น จะเห็นผลทันตา สาธุๆ อย่าลืมสงเคราะห์คนที่ตกทุกข์ได้ยาก....


ให้โทรมาต่อคาถา หรือมาต่อคาถาเองครับ ยังไม่สาธารณะ ใช้แพร่หลายยังไม่ได้เต็มที่ ไม่เก็บค่าใช้จ่ายใดๆ ขอให้เป็นคนดีของสังคม ทำอะไรดีๆเพื่อสังคมบ้าง แค่นี้รุ่นพี่คนนี้ก็ภูมิใจแล้ว ให้ถือว่าเป็นรุ่นพี่นะครับ ไม่ใช่อาจารย์ เป็นเพียงคนมาถ่ายทอดต่อไป ครูบาอาจารย์ ท่านอยู่ในโลกทิพย์เกือบทั้งหมดท่านคอยช่วยคนตั้งใจทำดีอยู่ พยายามไปกันเรื่อยๆนะครับ เพื่อหนทางพระนิพพานของตนและส่วนรวม สาธุๆ...
ขอบคุณข้อมูล: palungjit.org

คาถาทวงหนี้

   
     
คนที่เป็นหนี้แล้วไม่คืน มันน่าเจ็บใจมาก    จำต้องใช้หลากหลายวิธี ทวงหนี้    ตามสำนวน ที่มีกล่าวกันว่า   " ไม่ได้ด้วยเล่ห์ ก็เอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยมนต์ ก็เอาด้วยคาถา ไม่ได้ด้วยน้ำตา ก็ใช้วิชามาร "


            ใช้ในกรณีที่ ลูกหนี้ เหนียวสุดๆไม่ยอมคืน ทวงมานานๆมาก ห้ามใช้กับลูกหนี้ที่ตกอับ ล้มละลาย  ให้ใช้กับลูกหนี้ ที่มีแล้วไม่ยอมคืนเป็นต้น

  วิธีการ    
       ให้เตรียม ดินแม่ธรนี    1ขี้เล็บ ดอกเข็ม ดอก  ซองจดหมาย  พร้อมแนบจดหมายทวง  นำสิ่งที่เตรียมใสลงไปในซอง  ปิดผนึกกจ่าหน้าซองถึงลูกหนี้  นำซองขึ้นพนม ท่องตามรายละเอียด  แล้วจัดส่งทันที   หมายเหตุ  วิธีการนี้ เพียงแค่ สะกิด  ให้คืนเท่านั้น ไม่ได้ทำถึงชีวิต  และการสาปแช่งใดๆทั้งสิ้น


ท่อง มะโม 3  จบ
โอมจิตคิดถึงลำโพง  กูจะเสกให้ช้างกิน ช้างก็ลืมโขลง  กูจะเสกให้โขลงกิน  โขลงก็ลืมไพร  อ่านชื่อลูกหนี้   นามสกุล   ก็อยู่มิได้  ร้องไห้เอาเงิน  มาคือกู   ( โอมสวาหะ 18 ครั้ง )

.............................
คาถาอีกบท

จุดธูป 3 ดอก หน้าทิ้งพระ

ตั้ง นะโม 3 จบ
อะปิ นุ หะนุกา สันตา
มุ ขัน จะ ปะริสุดสะติ
โอระมามะ นะ ปาเรมะ
ปูระเตวะ มะโห ทะทีติ ( 3 ,5 ,9 จบ)








คาถาเสกนะหน้าทอง

คาถาเสกนะหน้าทอง


เสกน้ำล้างหน้า  เป็นคาถาเมตตา ค้าขายร่ำรวย


(ตั้งนะโม 3 จบ) 
นะสุวัณโณนะมัสสิตะวา
โมกาโรมะณีโชติกัง 
พุทธกาโร สังขะเมวะจะ 
ธากาโรสุริยังเอวะ 
ยะกาโรมุกขะเมวะจะ 
สะทะมะมัง มังมะทะสะ 
กระณียะเมตตังสัตตา เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา 
จิตตังเชยยะนารี จักกะวัตติราชา มะโนโจรัง ไมตรีจิตตัง


บทสวดมนต์ก่อนนอน ฟังก่อนนอน

บทสวดมนต์ก่อนนอน ฟังก่อนนอน




บทสวดมนต์ก่อนนอน ฟังก่อนนอน ฝึกจิตใจให้สงบ มีสมาธิ ปัญญา เสริมวาสนา บารมี เสริมดวงชะตา
บูชาพระรัตนตรัย
อิมินา สักกาเรนะ พุทธัง อภิปูชะยามิ
อิมินา สักกาเรนะ ธัมมัง อภิปูชะยามิ
อิมินา สักกาเรนะ สังฆัง อภิปูชะยามิ

บทกราบพระรัตนตรัย

อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา, พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ ฯ (กราบ)
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม, ธัมมัง นะมัสสามิ ฯ (กราบ)
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สังฆัง นะมามิ ฯ (กราบ)

นมัสการพระรัตนตรัย
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต, อะระหะโต, สัมมาสัมพุทธัสสะ (กล่าว 3 จบ)

ขอขมาพระรัตนตรัย
วันทามิ พุทธัง สัพพะเมโทสัง ขะมะถะเม ภันเต
วันทามิ ธัมมัง สัพพะเมโทสัง ขะมะถะเม ภันเต
วันทามิ สังฆัง สัพพะเมโทสัง ขะมะถะเม ภันเต

บทสวดมนต์ก่อนนอน ไตรสรณคมน์
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณังคัจฉามิ

อิติปิโส
อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมา สัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ

สวากขาโต ภะคะวาตา ธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูฮีติ

สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะปุริสะ ปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลีกะระณีโย อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ

บทสวดมนต์ก่อนนอน สมาทานศีล 5
ปาณาติปาตา เวระมณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
อทินนาทานา เวระมณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
กาเมสุมิจฉาจารา เวระมณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
มุสาวาทา เวระมณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

บทสวดมนต์ อธิษฐานรักษาศีล 5
ข้าพเจ้าขอตั้งจิตอธิษฐานว่า ต่อแต่นี้ไปข้าพเจ้าจะขอรักษาศีล 5 ให้บริสุทธิ์ดังเดิม

บทสวดมนต์ก่อนนอน ศีล 5
อิมานิ ปัญจะ สิกขาปะทานิ สะมาทิยามิ (กล่าว 3 จบ)

แผ่เมตตาแก่ตนเอง
กราบพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
อะหัง สุขิโต โหมิ ขอให้ข้าพเจ้ามีความสุข
นิททุกโข โหมิ ปราศจากความทุกข์
อะเวโร โหมิ ปราศจากเวร
อัพยาปัชโฌ โหมิ ปราศจากอุปสรรคอันตรายทั้งปวง
อะนีโฆ โหมิ ปราศจากความทุกข์การทุกข์ใจ
สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ มีความสุขกายสุขใจรักษาตนให้พ้นจากทุกภัยทั้งสิ้นเถิด

แผ่เมตตาให้สรรพสัตว์
สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
อะเวรา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย
อัพะยาปัชฌา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย
อะนีฆา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กาย ทุกข์ใจเลย
สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ จงมีความสุขกาย สุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด

บทสวดมนต์ก่อนนอน บทแผ่ส่วนกุศล
อิทัง เม มาตาปิตูนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ มาตาปิตะโร
คำแปล: ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่บิดามารดาของข้าพเจ้า ขอให้บิดามารดาของข้าพเจ้ามีความสุข

อิทัง เม ญาตีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย
คำแปล: ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า ขอให้ญาติทั้งหลายของรข้าพเจ้ามีความสุข

อิทัง เม คุรูปัชฌายาจริยานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ คุรูปัชฌายาจริยา
คำแปล: ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ของข้าพเจ้า ขอให้ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ของข้าพเจ้ามีความสุข

อิทัง สัพพะเทวะตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เทวา
คำแปล: ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เทวดาทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เทวดาทั้งหลายทั้งปวงมีความสุข

อิทัง สัพพะเปตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เปตา
คำแปล: ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เปรตทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เปรตทั้งหลายทั้งปวงมีความสุข

อิทัง สัพพะเวรีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เวรี
คำแปล: ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวง ขอให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งปวงมีความสุข

อิทัง สัพพะสัตตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ สัตตา
คำแปล: ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ขอให้สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงมีความสุขทั่วหน้ากันเทอญ.

การสวดมนต์ภาวนาเป็นการสร้างบุญที่ได้อานิสงส์สูง
เพราะจิตใจจะสงบตั้งอยู่ได้นาน ทำให้เกิดฌาณจิตวิญญาณรวมทั้งสิ่งที่มองไม่เห็นจะได้มาร่วมอนุโมทนาบุญ และเป็นการแผ่เมตตาจิต มิตรไมตรีให้แก่ผู้อื่นอีกด้วย อีกทั้งยังเป็นการรวมจิตให้สงบนิ่งก่อนทำสมาธิวิปัสสนาต่อไป ฝึกจิตใจให้สงบ มีสมาธิ ปัญญา เสริมวาสนา บารมี เสริมดวงชะตา

บทสวดมนต์ก่อนนอน  สวดมนต์ก่อนนอน
ถือเป็นวิธีที่ดีมากวิธีหนึ่งที่ช่วยให้จิตใจสงบ และนอนหลับสบาย สวดมนต์ทำสมาธิก่อนนอนในทุกๆคืน นอกจากจะได้ประโยชน์ช่วยทำให้จิตใจสงบ แจ่มใส สมองปลอดโปร่ง มีสมาธิและนอนหลับสนิท ไม่ฝันร้ายแล้วยังได้อานิสงส์มากอีกด้วย นอกจากนี้ยังเชื่อว่าหากเราได้แผ่เมตตาก็จะช่วยส่งผลบุญไปถึงเจ้ากรรมนายเวรด้วยเช่นกัน สำหรับท่านใดที่กำลังมองหาบทสวดมนต์ก่อนนอนอยู่ วันนี้เราได้รวบรวมบทสวดมนต์ก่อนนอนมาฝากกัน

การสวดมนต์ ไหว้พระ นั่งสมาธิ ก่อนนอน
หรือสวดมนต์ในวันพระนั้น เป็นหนึ่งที่ในกิจกรรมทางศาสนาที่ชาวพุทธนิยมปฏิบัติสืบต่อกันมาช้านาน เพราะการสวดมนต์ ไหว้พระ นั่งสมาธิจะทำให้จิตใจของเราสงบ มีสมาธิ เกิดสติปัญญา เกิดสิริมงคลให้กับชีวิตได้ นอกจากนี้ถ้าเราความตั้งใจจริง นำจิตไปจับที่ตัวอักษรที่จะสวดออกมาอย่างจดจ่อ เปล่งเสียงให้ดังฟังชัดเจน เราจะได้รับอานิสงส์อย่างมากกว่าเดิมทีเดียว โดยครูบาอาจารย์ได้อรรถาธิบายความถึงอานิสงส์ของการสวดมนต์ ไหว้พระ นั่งสมาธิ



บทสวดมนต์ก่อนนอน ฟังก่อนนอน เสริมชีวิตให้ก้าวหน้า รุ่งเรือง
บทสวดมนต์ ก่อนนอน ฝึกจิตใจให้สงบ มีสมาธิ ปัญญา เสริมวาสนา บารมี เสริมดวงชะตา



ขอบพระคุณแหล่งที่มา dhammaprayer.com

มาหัดแหล่กันเถอะ...เทศน์แหล่แบบอีสาน


คำกล่าวแหล่อีสาน

กาลครั้งนั้นพันธุมมะ  ได้เจราพาทีกับเรวัตตะลูกชายตน   ด้วยท่านเศรษฐีในเมืองสาวัตถี  ผู้ที่เคยหนุนจุนเจือ   เคยซืนฟืนที่พันธุมะ นำไปขายในเมืองเป็นประจำนั้นมีคามต้องการที่จะพาตัวเรวัตตะเข้าไปเป็นคนรับใช้      ค่าจ้างค่าออนท่านก็จะให้สมน้ำสมเนื้อทีเดียว   แต่ฝ่ายเรวัตตะลูกชายมิได้มีความต้องการที่จะไปเป็นคนรับใช้   ของท่านเศรษฐีจึงพยายามหาเหตุผลต่างๆนาๆเจรจาต่อพ่อผู้เฒ่าด้วยกาลครั้งนี้

      บัดนี้.......เรวัตตะน้อยกลอยพาทีแถลงกล่าว  จิตกันอ่าวถึงความจนได้ปีบคั้นโหลดตั้นตื้นระหว่างคอ    ชาตินี้น้อนิลแก้ว  บ่คือพลอยอันสูงค่า  คอกพ่อเอ้ย   แนวไก่ป่าแล่นเข้าบ้าน  ปสมหมู่กุลชโล  โสสิเอาไพศาลนั้นล่องลงกะคงแย่    เอาเป็นแพรผืนโป้   ดำบักโกฝ้ายเส้นใหญ่   ห่มเข้าเมืองศีวิไล  ย่านคนหัวเยาะเย้ย  กะหยามหน้าด่าประจาน  บุญสมภารผลาน้อย    บ่หวังคอยได้ชดปวง   ดอกพ่อเอ้ย  สมเต่หอยจิบจี้  ที่เขาถิ่มอยู่ฝั่งมูล


                 อันแนวชินกาดำกะสิสมตั้งแต่หมื่อ   ล่คือชุมนกกะเจ่า   
ทุกข์กะอยู่พอเฮา  กินปลาแดกขี้ร่า   คันถือล่าซุบบักเขือ
อย่าไปคอนกินเนื้อที่ผัดมันบ้านผู้อื่น
ยังคอยหย่ำคอยกลืน  ปลาแดกเครื่องข้าวโม่
กะยังสิฮู้ว่ารสหวาน
เฮาเป็นซุมจันฑาล  ไกลบ้านอยุ่ตามป่าฮิมดง
สิไปลงสังฆกรรมฮ่วมพวกพราหมณ์จึงได๋ได้
เผื่นเป็นไหมเฮาเป็ฯฝ้าย  ต่ำเป็นผืนแพรลาย
บ่เป็นก้าวพอไหง่
ไหมให้อยู่แต่ส่วนไหม  ฝ้ายให้อยู่แต่ส่วนฝ้าย
อย่าหมายเกี้ยวว่าเกี่ยวไหม
ไม่ให้อยู่แต่ส่วนไม้  อย่าไปฮ่วมซุมหิน
มันสิเขินคือดิน  ห่างกับกับเทิงฟ้า
แขนขามิให้สู้ หูมีฟังตามีเบิ่ง
เห็นเผิ่นเซิ้งอย่าอยากเซิ้ง  เดี้ยวสิย่อนบ่ถืกกลอง
ลูกบ่ขืนขัดข้อง เบิ่งพ่อแม่ทั้งสอง
ผู้เคยเลี้ยงเพียรพร่ำ
ทรมารทรกรรม  เผื่นว่าเป็นลูกจ้าง
ล่ะพอปานช้างดอกลากโพน





บทสวดพระคาถายันทุน


ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ โย จามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง พุทธานุภาเวนะ วินาสะเมนตุฯ

ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ โย จามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง ธัมมานุภาเวนะ วินาสะเมนตุฯ

ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ โย จามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง สังฆานุภาเวนะ วินาสะเมนตุฯ



พระคาถายันทุนบทนี้ แท้จริง คือ พระปริตร ที่ชื่อว่า อภยปริตร ใช้สำหรับสวดป้องกันอันตรายต่าง ๆ แม้ว่าเกิดนิมิตฝันไม่ดี เกิดอาเพศสังหรณ์ใจไปในทางที่ไม่ดีให้สวดพระคาถานี้จะกลับให้เกิดเป็นความดีขึ้น แม้จะมีเคราะห์ร้ายต่างๆ เกิดขึ้นให้ทำน้ำมนต์อาบเสียด้วยพระคาถานี้ บำบัดอันตรายให้หายสิ้นไปได้ หมั่นจำเริญภาวนาไว้ เกิดสิริมงคลลาภยศดีนักแลฯ

วิธีฝึกกรรมฐานด้วยตนเองแบบง่าย ๆ


วิธีฝึกกรรมฐานด้วยตนเองแบบง่าย ๆ
สมาธิ
 อันดับแรกขอให้ท่านผู้สนใจจงเข้าใจคำว่าสมาธิก่อนสมาธิ แปลว่า ตั้งใจมั่นหมายถึงการตั้งใจแบบเอาจริงเอาจังนั่นเอง ตามภาษาพูดเรียกว่า เอาจริงเอาจัง คือตั้งใจว่าจะทำอย่างไร ก็ทำอย่างนั้นอย่างเคร่งครัดไม่เลิกล้มความตั้งใจ

ความประสงค์ที่เจริญสมาธิ

ความประสงค์ที่เจริญสมาธิก็คือต้องการให้อารมณ์สงัดและเยือกเย็น ไม่มีความวุ่นวายต่ออารมณ์ที่ไม่ต้องการและความประสงค์ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ อยากให้พ้นอบายภูมิ คือ ไม่เกิดเป็นสัตว์นรกเปรต อสุรกายสัตว์เดียรัจฉาน อย่างต่ำถ้าเกิดใหม่ขอเกิดเป็นมนุษย์
และต้องการเป็นมนุษย์ชั้นดี คือ

1.     เป็นมนุษย์ ที่มีรูปสวยไม่มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน ไม่มีอายุสั้นพลันตาย
2.      เป็นมนุษย์ที่มีความสมบูรณ์ด้วยทรัพย์ ทรัพย์สินไม่เสียหายด้วยไฟไหม้, โจรเบียด-เบียน,น้ำท่วม หรือลมพัดทำลายให้เสียหาย
3.     เป็นมนุษย์ที่มีคนในปกครองอยู่ในโอวาทไม่ดื้อด้านดันทุรังให้มีทุกข์เสียทรัพย์สินและเสียชื่อเสียง
4.      เป็นมนุษย์ ที่มีวาจาไพเราะเมื่อพูดออกไปเป็นที่พอใจของผู้รับฟัง
5.      เป็นมนุษย์ ที่ไม่มีอาการปวดประสาทคือปวดศีรษะมากเกินไป ไม่เป็นโรคประสาทไม่เป็นบ้าคลั่งเสียสติ 
รวมความว่าโดยย่อก็คือ ต้องการเป็นมนุษย์ที่มีความสงบสุขทุกประการเป็นมนุษย์ที่มีความอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สินทุกประการ

ทรัพย์ไม่มีอะไรเสียหายจากภัย ๔ ประการคือ ไฟไหม้ ลมพัด โจรรบกวน น้ำท่วมและเป็นมนุษย์ที่มีความสงบสุข ไม่เดือดร้อนด้วยเหตุทุกประการ ฯลฯ

ประสงค์ให้เกิดเป็นเทวดาหรือนางฟ้าบนสวรรค์   

บางท่านก็ต้องการไปเกิดบนสวรรค์เป็นนางฟ้าหรือเทวดาที่มีร่างกายเป็นทิพย์มีที่อยู่และสมบัติเป็นทิพย์ไม่มีคำว่าแก่, ป่วยและยากจน (ความปรารถนาไม่สมหวัง)เพราะเทวดาหรือนางฟ้าไม่มีความเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย มีความปรารถนาสมหวังเสมอบางท่านก็อยากไปเกิดเป็นพรหม ซึ่งมีความสุขและอานุภาพมากกว่าเทวดาและนางฟ้าบางท่านก็อยากไปนิพพาน

เป็นอันว่าความหวังทุกประการตามที่กล่าวมาแล้วนั้นจะมีผลแก่ทุกท่านแน่นอนถ้าท่านตั้งใจทำจริง และปฏิบัติตามขั้นตอน

แบบที่บอกว่าง่ายๆนี้ถ้าปฏิบัติได้ครบถ้วน ท่านจะได้ทุกอย่างตามที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดโดยใช้เวลาไม่นานนักจะช้าหรือเร็วอยู่ที่ท่านทำจริงตามคำแนะนำหรือไม่เท่านั้นเอง

อารมณ์ที่ต้องการในขณะปฏิบัติ

สำหรับอารมณ์ที่ต้องการในขณะปฏิบัติท่านต้องเข้าใจเสียก่อนว่า เวลานั้นต้องการอารมณ์สบาย ไม่ใช่อารมณ์เครียดเมื่อมีอารมณ์เป็นสุขถือว่าใช้ได้ อารมณ์เป็นสุขไม่ใช่อารมณ์ดับสนิทจนไม่รู้อะไรเป็นอารมณ์ธรรมดาแต่มีความสบายเท่านั้นเอง ยังมีความรู้สึกตามปกติทุกอย่าง


เริ่มทำสมาธิ

เริ่มทำสมาธิใช้วิธีง่าย ๆไม่ต้องมีพิธีรีตองมาก ใช้ธูปเทียนเท่าที่มีบูชาพระใช้เครื่องแต่งกายตามที่ท่านแต่งอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องแต่งตัวสีขาว ฯลฯเป็นต้น เพราะไม่สำคัญที่เครื่องแต่งตัว ความสำคัญจริง ๆ อยู่ที่ใจให้คุมอารมณ์ใจให้อยู่ตามที่เราต้องการก็ใช้ได้



อาการนั่ง

อาการนั่งถ้าอยู่ที่บ้านของท่านตามลำพัง ท่านจะนั่งอย่างไรก็ได้ตามสบาย จะนั่งขัดสมาธินั่งพับเพียบ นั่งห้อยเท้าบนเก้าอี้ หรือ นอน ยืน เดิน ตามแต่ท่านจะสบายทั้งนี้หมายถึงหลังจากที่ท่านบูชาพระแล้ว เสร็จแล้วก็เริ่มกำหนดรู้ลมหายใจเข้าและหายใจออก คำว่า กำหนดรู้ คือหายใจเข้าก็รู้ หายใจออกก็รู้ ถ้าต้องการให้ดีมากก็ให้สังเกตด้วยว่าหายใจเข้ายาวหรือสั้นหายใจออกยาวหรือสั้น ขณะที่รู้ลมหายใจนี้และเวลานั้นจิตใจไม่คิดถึงเรื่องอื่นๆ เข้าแทรกแซง ก็ถือว่าท่านมีสมาธิแล้วการทรงอารมณ์รู้เฉพาะลมหายใจเข้าออก โดยที่อารมณ์อื่นไม่แทรกแซงคือไม่คิดเรื่องอื่นในเวลานั้น จะมีเวลามากหรือน้อยก็ตาม ชื่อว่าท่านมีสมาธิแล้วคือตั้งใจรู้ลมหายใจโดยเฉพาะ



ภาวนา

การเจริญกรรมฐานโดยทั่วไปนิยมใช้คำภาวนาด้วยเรื่องคำภาวนานี้อาตมาไม่จำกัดว่าต้องภาวนาอย่างไรเพราะแต่ละคนมีอารมณ์ไม่เหมือนกัน บางท่านนิยมภาวนาด้วยถ้อยคำสั้นๆบางท่านนิยมใช้คำภาวนายาว ๆ ทั้งนี้ก็สุดแล้วแต่ท่านจะพอใจอาตมาจะแนะนำคำภาวนาอย่างง่ายคือ "พุทโธ"



คำภาวนาบทนี้ ง่าย สั้นเหมาะแก่ผู้ฝึกใหม่ มีอานุภาพและมีอานิสงส์มาก เพราะเป็นพระนามของพระพุทธเจ้าการนึกถึงชื่อของพระพุทธเจ้าเฉย ๆ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในเรื่อง มัฏฐกุณฑลีเทพบุตร ว่าคนที่นึกถึงชื่อท่านอย่างเดียวตายไปเกิดเป็นเทวดาหรือนางฟ้าบนสวรรค์ไม่ใช่นับร้อยนับพันพระองค์ตรัสว่านับเป็นโกฏิๆเรื่องนี้จะนำมาเล่าข้างหน้าเมื่อถึงวาระนั้น



เมื่อภาวนาควบคู่กับรู้ลมหายใจจงทำดังนี้เวลาหายใจเข้านึกว่า "พุท" เวลาหายใจออกนึกว่า "โธ" ภาวนาควบคู่กับรู้ลมหายใจตามนี้เรื่อย ๆ ไปตามสบาย ถ้าอารมณ์ใจสบายก็ภาวนาเรื่อยๆไป แต่ถ้าเกิดอารมณ์ใจหงุดหงิดหรือฟุ้งจนตั้งอารมณ์ไม่อยู่ก็จงเลิกเสีย จะเลิกเฉย ๆหรือดูโทรทัศน์ หรือฟังวิทยุหรือหาเพื่อนคุยให้อารมณ์สบายก็ได้

(เพื่อเป็นการผ่อนคลายอารมณ์)



อย่ากำหนดเวลาตายตัวว่าต้องนั่งให้ครบเวลาเท่านั้นเท่านี้แล้วจึงจะเลิกถ้ากำหนดอย่างนั้นเกิดอารมณ์ฟุ้งซ่านขึ้นมาจะเลิกก็เกรงว่าจะเสียสัจจะที่กำหนดไว้ใจก็เพิ่มการฟุ้งซ่านมากขึ้น ถ้าเป็นเช่นนี้บ่อยๆก็จะเกิดเป็นโรคประสาทหรือเป็นโรคบ้า ขอทุกท่านจงอย่าทนทำอย่างนั้น

ขณิกสมาธิ

อารมณ์ที่ทรงสมาธิระยะแรกนี้จะทรงไม่ได้นานเพราะเพิ่งเริ่มใหม่ ท่านเรียกสมาธิระยะนี้ว่า "ขณิกสมาธิ" คือสมาธิเล็กน้อยความจริงสมาธิถึงแม้ว่าจะทรงอารมณ์ไม่ได้นานก็มีอานิสงส์มาก



ฝึกทรงอารมณ์

อารมณ์ทรงสมาธิถึงแม้ว่าจะทรงไม่ได้นานแต่ท่านทำด้วยความเคารพก็มีผลมหาศาลแต่ถ้ารักษาอารมณ์ได้นานกว่า มีสมาธิดีกว่าจะมีผลมากกว่านั้นมากการฝึกทรงอารมณ์ให้อยู่ นาน หรือที่เรียกว่ามีสมาธินานนั้น ในขั้นแรกให้ทำดังนี้



ให้ท่านภาวนาควบกับรู้ลมหายใจเข้าออก หายใจเข้านึกว่า"พุท" หายใจออกนึกว่า"โธ" ดังนี้ นับเป็นหนึ่ง นับอย่างนี้สิบครั้งโดยตั้งใจว่าในขณะที่ภาวนาและรู้ลมเข้าลมออกอย่างนี้ ในระยะสิบครั้งนี้เราไม่ยอมให้อารมณ์อื่นเข้ามาแทรก คือไม่ยอมคิดอย่างอื่นจะประคองใจให้อยู่ในคำภาวนาและรู้ลมเข้าลมออกทำครั้งละสิบเพียงเท่านี้ ไม่ช้าสมาธิของท่านจะทรงตัวอยู่อย่างน้อยสิบนาทีหรือถึงครึ่งชั่วโมง

จะเป็นอารมณ์ที่เงียบสงัดมากอารมณ์จะสบายจงพยายามทำอย่างนี้เสมอๆทางที่ดีทำแบบนี้เมื่อเวลานอนก่อนหลับและตื่นใหม่ๆ

จะดีมากบังคับอารมณ์เพียงสิบเท่านั้นพอใช้เวลาประมาณหนึ่งเดือนจะสามารถทรงอารมณ์เป็นฌานได้เป็นอย่างดี

เรื่องของอารมณ์เป็นของไม่แน่นอนนักในกาลบางคราวเราสามารถควบคุมได้ตามที่เราต้องการแต่ในกาลบางคราวเราก็ไม่สามารถควบคุมได้ เพราะกระสับกระส่ายเสียจนคุมไม่อยู่ในตอนนั้นควรจะยอมแพ้มัน เพราะถ้าขืนต่อสู้จะเกิดอารมณ์หงุดหงิดหรือเครียดเกินไป

อย่าฝืนอารมณ์มากนัก

ในที่สุดถ้าฝืนเสมอๆ แบบนั้นอารมณ์จะกลุ้ม สมาธิจะไม่เกิด สิ่งที่จะเกิดแทนก็คืออารมณ์กลุ้ม เมื่อปล่อยให้กลุ้มบ่อย ๆ ก็อาจจะเป็นโรคประสาทได้



ข้อที่ควรระวังก็คือ ทำแบบการนับดังกล่าวแล้วนั้น สามารถทำได้ถึงสิบครั้งหรือบางครั้งทำได้เกินสิบก็ทำเรื่อยๆ ไปถ้าภาวนาไปไม่ถึงสิบอารมณ์เกิดรวนเรกระสับกระส่ายให้หยุดพักประเดี๋ยวหนึ่งแล้วทำใหม่ สังเกตดูอารมณ์ว่าจะสามารถควบคุมภาวนาไปได้ไหมถ้าสามารถควบคุมให้อยู่ภายในขอบเขตของภาวนาได้และรู้ลมหายใจเข้าออกควบคู่กันไปได้ดีก็ทำเรื่อยๆไป แต่ถ้าควบคุมไม่ไหวจริงๆ ให้พักเสียก่อน จนกว่าใจจะสบายแล้วจึงทำใหม่หรือเลิกไปเลยวันนั้นพักไม่ต้องทำเลยปล่อยอารมณ์ให้รื่นเริงไปกับการคุย หรือชมโทรทัศน์ หรือฟังวิทยุหรือหลับไปเลยเพื่อให้ใจสบายให้ถือว่าทำได้เท่าไรพอใจเท่านั้นถ้าทำอย่างนี้ไม่ช้าจะเข้าถึงจุดดีคือ อารมณ์ฌาน



ฌาน คือ อารมณ์ชิน ได้แก่ เมื่อต้องการจะรู้ลมหายใจเข้าออกเมื่อไร อารมณ์ทรงตัวทันทีไม่ต้องเสียเวลาตั้งท่าตั้งทางเลย ภาวนาเมื่อไรใจสบายเมื่อนั้นแต่ทว่าอารมณ์ฌานโลกีย์ที่ทำได้นั้น เอาแน่นอนไม่ได้ เมื่อร่างกายปกติ ไม่เหนื่อยไม่เพลีย ไม่ป่วยมันก็สามารถคุมอาการภาวนา หรือรู้ลมหายใจเข้าออกได้สบายไม่มีอารมณ์ขวาง แต่ถ้าร่างกายบกพร่องนิดเดียวเราก็ไม่สามารถคุมให้อยู่ตามที่เราต้องการได้ ฉะนั้น ถ้าหลงระเริงเล่นแต่อารมณ์สมาธิอย่างเดียว จะคิดว่าเราตายคราวนี้หวังได้สวรรค์ ,พรหมโลก นิพพานนั้น (เอาแน่นอนไม่ได้) เพราะถ้าก่อนตายมีทุกขเวทนามากจิตอาจจะทรงอารมณ์ไม่อยู่ ถ้าจิตเศร้าหมองขุ่นมัวเมื่อก่อนตาย อาจจะไปอบายภูมิ คือ

นรก, เปรต,อสุรกาย, สัตว์เดียรัจฉานได้



ถ้าหลงทำเฉพาะสมาธิไม่หาทางเอาธรรมะอย่างอื่นเข้าประคับประคองถ้าเมื่อเวลาตายเกิดมีอารมณ์เศร้าหมองเข้าครองใจ สมาธิก็ไม่สามารถช่วยได้จึงต้องใช้ธรรมะอย่างอื่นเข้าประคองใจด้วยธรรมะที่ช่วยประคองใจให้เกิดความมั่นคงไม่ต้องลงอบายภูมิมีนรกเป็นต้นก็ได้แก่ "กรรมบถ ๑๐ ประการ"



กรรมบถ ๑๐ ประการ
1.     ไม่ฆ่าสัตว์หรือไม่ทรมานสัตว์ให้ได้รับความลำบาก
2.      ไม่ลักทรัพย์ คือไม่ถือเอาทรัพย์ของผู้อื่นที่เขาไม่ให้ด้วยความเต็มใจ
3.     ไม่ทำชู้ในบุตรภรรยาและสามีของผู้อื่น(ขอแถมนิดหนึ่งไม่ดื่มสุราและเมรัยที่ทำให้มึนเมาไร้สติ)
4.     ไม่พูดจาที่ไม่ตรงความเป็นจริง
5.     ไม่พูดวาจาหยาบคายให้สะเทือนใจผู้รับฟัง
6.      ไม่พูดส่อเสียดยุให้รำตำให้รั่วทำให้ผู้อื่นแตกร้าวกัน
7.     ไม่พูดจาเพ้อเจ้อเหลวไหล
8.     ไม่คิดอยากได้ทรัพย์ของผู้อื่นที่เจ้าของเขาไม่ยกให้
9.     ไม่คิดประทุษร้ายใครคือไม่จองล้างจองผลาญเพื่อทำร้ายใคร
10.   เชื่อพระพุทธเจ้าและปฏิบัติตามคำสั่งสอนของท่านด้วยดี



อานิสงส์กรรมบถ 10

ท่านที่ปฏิบัติในกรรมบถ ๑๐ประการนี้ ท่านเรียกชื่อเป็นกรรมฐานกองหนึ่งเหมือนกัน คือ ท่านเรียกว่า สีลานุสสติกรรมฐาน หมายความว่าเป็นผู้ทรงสมาธิในศีล ท่านที่ปฏิบัติในกรรมบถ ๑๐ ประการได้นั้นมีอานิสงส์ดังนี้



1.     อานิสงส์ข้อที่หนึ่ง จะเกิดเป็นคนรูปสวยไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ มีอายุยืนยาว ไม่อายุสั้นพลันตาย
2.     อานิสงส์ข้อที่สองเกิดเป็นคนมีทรัพย์มาก ทรัพย์ไม่ถูกทำลายเพราะโจร , ไฟไหม้, น้ำท่วม , ลมพัด จะมีทรัพย์สมบัติสมบูรณ์บริบูรณ์ขั้นมหาเศรษฐี
3.     อานิสงส์ข้อที่สาม เมื่อเกิดเป็นคนจะมีคนที่อยู่ในบังคับบัญชาเป็นคนดี , ไม่ดื้อด้านอยู่ภายในคำสั่งอย่างเคร่งครัดมีความสุขเพราะบริวารและการไม่ดื่มสุราเมรัยเมื่อเกิดเป็นคนจะไม่มีโรคปวดศีรษะที่ร้ายแรง, ไม่เป็นโรคเส้นประสาท, ไม่เป็นคนบ้าคลั่งจะเป็นคนที่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์, มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด เรื่องของวาจา
4.      อานิสงส์ข้อที่สี่, ข้อห้า, ข้อหก และข้อเจ็ด เมื่อเกิดเป็นคน จะเป็นคนปากหอม หรือมีเสียงทิพย์ คนที่ได้ยินเสียงท่านพูด เขาจะไม่อิ่มไม่เบื่อในเสียงของท่านถ้าเรียกตามสมัยปัจจุบัน จะเรียกว่าคนมีเสียงเป็นเสน่ห์ก็คงไม่ผิดจะมีความเป็นอยู่ที่เป็นสุขและทรัพย์สินมหาศาลเพราะเสียง
5.     อานิสงส์ข้อที่แปด ,ข้อเก้า และข้อสิบ เป็นเรื่องของใจ คืออารมณ์คิดถ้าเว้นจากการคิดลักขโมย เป็นต้น ไม่คิดจองล้างจองผลาญใคร, เชื่อพระพุทธเจ้าและปฏิบัติตามคำสอนของท่านด้วยความเคารพ, ถ้าเกิดเป็นมนุษย์จะเป็นคนมีอารมณ์สงบ, มีความสุขสบายทางใจความเดือดเนื้อร้อนใจในกรณีใดๆทุกประการจะไม่มีเลย มีแต่ความสุขใจอย่างเดียว





อานิสงส์รวม
                 เมื่อกล่าวถึงอานิสงส์รวมแล้วผู้ที่ปฏิบัติกรรมฐานในขั้นนี้ ถึงแม้ว่าจะทรงสมาธิไม่ได้นาน ตามที่เรียกว่าขณิกสมาธิ นั้น ถ้าสามารถทรงกรรมบถ ๑๐ ประการได้ครบถ้วนท่านกล่าวว่าเมื่อตายจากโลกนี้ไปแล้ว ไม่ต้องไปเกิดในอบายภูมิอีกต่อไปบาปที่ทำไว้ตั้งแต่สมัยใดก็ตาม ไม่มีโอกาส นำไปลงโทษในอบายภูมิ มีนรกเป็นต้นอีกต่อไป ถ้าบุญบารมีไม่มากกว่านี้ ตายจากคนไปเป็นเทวดาหรือพรหม

           เมื่อหมดบุญแล้วลงมาเกิดเป็นมนุษย์ จะบรรลุเป็นพระอรหันต์ในชาตินั้นแต่ถ้าเร่งรัดการบำเพ็ญเพียรดี , รู้จักใช้ปัญญาอย่างมีเหตุผล   ก็สามารถบรรลุมรรคผลเข้าถึงพระนิพพานได้ในชาตินี้



แนะวิธีรักษากรรมบถ ๑๐ ประการ
     การที่จะทรงความดีเต็มระดับตามที่กล่าวมาให้ครบถ้วนให้ปฏิบัติดังนี้
1.      คิดถึงความตาย ไว้ในขณะที่สมควรคือไม่ใช่ทุกลมหายใจเข้าออก เมื่อตื่นขึ้นใหม่ ๆ อารมณ์ใจยังเป็นสุข   ก่อนที่จะเจริญภาวนาอย่างอื่น ให้คิดถึงความตายก่อนคิดว่าความตายอาจจะเข้ามาถึงเราในวันนี้ก็ได้ จะตายเมื่อไรก็ตามเราไม่ขอลงอบายภูมิที่เราจะไปคือ อย่างต่ำไปสวรรค์ , อย่างกลางไปพรหมถ้าไม่เกินวิสัยแล้วขอไปนิพพานแห่งเดียวคิดว่าไปนิพพานเป็นที่พอใจที่สุดของเรา
2.      คิดต่อไปว่า เมื่อความตายจะเข้ามาถึงเราจะเป็นเวลาใดก็ตาม เราขอยึดพระพุทธเจ้าพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งตลอดชีวิตคือไม่สงสัยในความดีของพระพุทธเจ้า ยอมเคารพด้วยความศรัทธาคือความเชื่อถือในพระองค์ ขอปฏิบัติตามคำสอน คือกรรมบถ ๑๐ ประการโดยเคร่งครัดถ้าความตายเข้ามาถึงเมื่อไรขอไปนิพพานแห่งเดียว เมื่อนึกถึงความตายแล้วตั้งใจเคารพ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์สาวกแล้วตั้งใจนึกถึงกรรมบถ ๑๐ ประการว่ามีอะไรบ้าง ตั้งใจจำ และพยายามปฏิบัติตามอย่าให้พลั้งพลาดคิดติดตามข้อปฏิบัติเสมอว่า มีอะไรบ้าง ตั้งใจไว้เลยว่า วันนี้เราจะไม่ยอมละเมิดสิกขาบทใดสิกขาบทหนึ่งเป็นอันขาดเป็นธรรมดาอยู่เองการที่ระมัดระวังใหม่ๆ อาจจะมีการพลั้งพลาดพลั้งเผลอในระยะต้นๆบ้างเป็นของธรรมดา  

          แต่ถ้าตั้งใจระมัดระวังทุกๆวันไม่นานนักอย่างช้าไม่เกิน ๓ เดือน ก็สามารถรักษาได้ครบมีอาการชินต่อการรักษาทุกสิกขาบทจะไม่มีการผิดพลาดโดยที่เจตนาเลยเมื่อท่านใดทรงอารมณ์กรรมบถ ๑๐ ประการได้โดยไม่ต้องระวังก็ชื่อว่าท่านทรงสมาธิขั้นขณิกสมาธิได้ครบถ้วนเมื่อตายท่านไปสวรรค์หรือพรหมโลกได้แน่นอน ถ้าบารมียังอ่อนเกิดเป็นมนุษย์อีกชาติเดียวไปนิพพานแน่ ถ้าขยันหมั่นเพียรใช้ปัญญาแบบเบา ๆ ไม่เร่งรัดเกินไป รักษาอารมณ์ใจให้เป็นสุขไม่ติดในความโลภ ไม่วุ่นวายในความโกรธ มีการให้อภัยเป็นปกติ

ไม่เมาในร่างกายเรา และร่างกายเขาไม่ช้าก็บรรลุพระนิพพานได้แน่นอน เป็นอันว่าการปฏิบัติขั้น "ขณิกสมาธิ" จบเพียงเท่านี้


อุปจารสมาธิ
     อุปจารสมาธิ หมายถึง สมาธิเฉียดฌาน คือ ใกล้จะถึงปฐมฌานมีกำลังใจเป็นสมาธิสูงกว่าขณิกสมาธิเล็กน้อยต่ำกว่าปฐมฌานนิดหน่อยเป็นสมาธิที่มีอารมณ์ชุ่มชื่นเอิบอิ่มผู้ปฏิบัติพระกรรมฐานถ้าอารมณ์เข้าถึงอุปจารสมาธิแล้ว จะมีความเอิบอิ่มชุมชื่นไม่อยากเลิก

       ท่านที่มีอารมณ์เข้าถึงสมาธิขั้นนี้ จึงต้องระมัดระวังตัวให้มากเคยพักผ่อนเวลาเท่าไร เมื่อถึงเวลานั้นต้องเลิกและพักผ่อน ถ้าปล่อยอารมณ์ความชุ่มชื่นที่เกิดแก่จิตไม่คิดจะพักผ่อนไม่ช้าอาการเพลียจากประสาทร่างกายจะเกิดขึ้น ในที่สุดอาจเป็นโรคประสาทได้

              ที่ต้องรักษาประสาทก็เพราะปล่อยใจให้เพลิดเพลินเกินไปจนไม่ได้พักผ่อนต้องเชื่อคำเตือนของพระพุทธเจ้าที่ท่านแนะนำ ปัญจวัคคีย์ฤาษีทั้ง ๕ มีท่านอัญญาโกณฑัญญะ เป็นประธานโดยที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเธอทั้งหลายจงละส่วนสุดสองอย่าง คือ

1.     ปฏิบัติเครียดเกินไปจนถึงขั้นทรมานตน คือเกิดความลำบาก
2.     ความอยากได้เกินไปจิตใจวุ่นวายเพราะความอยากได้ จนอารมณ์ไม่สงบ

            ถ้าเธอทั้งหลายติดอยู่ในส่วนสุดสองอย่างนี้อย่างใดอย่างหนึ่ง ผลในการปฏิบัติคือมรรคผลจะไม่มีแก่เธอเลย ขอให้ทุกคนตั้งอยู่ใน มัชฌิมาปฏิปทา คืออารมณ์ปานกลางได้แก่ "อารมณ์พอสบาย" เมื่อพระพุทธเจ้าทรงแนะไว้อย่างนี้ ก็ยังมีบางท่านฝ่าฝืนปฏิบัติเพลิดเพลินเกินไป ไม่พักผ่อนตามเวลาที่เคยพักผ่อน จึงเกิดอารมณ์ฟุ้งซ่านวุ่นวายจนเป็นโรคประสาททำให้พระพุทธศาสนาต้องถูกกล่าวหาว่าการปฏิบัติพระกรรมฐานทำให้คนเป็นบ้า ฉะนั้นขอท่านนักปฏิบัติทุกท่าน จงอย่าฝืนคำแนะนำของพระพุทธเจ้า

                จงรู้จักประมาณเวลาที่เคยพักผ่อน ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ และปฏิบัติแค่อารมณ์สบาย ถ้าเกินเวลาพักที่เคยพักก็ดีอารมณ์ฟุ้งซ่านวุ่นวายคุมไม่อยู่ก็ดีขอให้พักการปฏิบัติเพียงแค่นั้น พักให้สบายพอใจผลที่ได้แล้วเพียงนั้น ปล่อยอารมณ์ใจให้รื่นเริงไปตามปกติ

นิมิตทำให้บ้า

            นิมิต นิมิตคือภาพที่ปรากฏให้เห็นเพราะเมื่อกำลังสมาธิเข้าถึงระยะอุปจารสมาธินี้จิตใจเริ่มสะอาดจากกิเลสเล็กน้อย เมื่อจิตเริ่มสะอาดจากกิเลสพอสมควรตามกำลังของสมาธิที่กดกิเลสไว้ ยังไม่ใช่การตัดกิเลส อารมณ์ใจเริ่มเป็นทิพย์นิดๆ หน่อยๆยังไม่มีความเป็นทิพย์ทรงตัวพอที่จะเป็นทิพจักขุญาณได้จิตที่สะอาดเล็กน้อยนั้นจะเริ่มเห็นภาพนิด ๆ หน่อย ๆ ชั่วแว้บเดียว..คล้ายแสงฟ้าแลบคือ ผ่านไปแว้บหนึ่งก็หายไปถ้าต้องการให้เกิดใหม่ก็ไม่เกิดเรียกร้องอ้อนวอนเท่าไรก็ไม่มาอีกท่านนักปฏิบัติต้องเข้าใจตามนี้ว่าภาพอย่างนี้เป็นภาพที่ผ่านมาชั่วขณะจิตไม่สามารถบังคับภาพนั้นให้กลับมาอีกได้หรือบังคับให้อยู่นานมาก ๆก็ไม่ได้เหมือนกันภาพที่ปรากฏนี้จะทรงตัวอยู่นานหรือไม่นานอยู่ที่สมาธิของท่านเมื่อภาพปรากฏ



ถ้ากำลังใจของท่านไม่ตกใจพลัดจากสมาธิภาพนั้นก็ทรงตัวอยู่นานเท่าที่สมาธิทรงตัวอยู่ ถ้าเมื่อภาพปรากฏท่านตกใจสมาธิก็พลัดตกจากอารมณ์ ภาพนั้นก็จะหายไป ส่วนใหญ่จะลืมความจริงไปว่าเมื่อภาพจะปรากฏนั้นเป็นอารมณ์สงัดไม่มีความต้องการอะไรจิตสงัดจากกิเลสนิดหน่อยจึงเห็นภาพได้ครั้นเมื่อภาพปรากฎแล้ว เกิดมีอารมณ์อยากเห็นต่อไปอีกอาการอยากเห็นนี้แหละเป็นอาการฟุ้งซ่านของจิต จิตตกอยู่ภายใต้อำนาจของกิเลสจิตมีความสกปรกเพราะกิเลส



อย่างนี้ต้องการเห็นเท่าไรก็ไม่เห็น เมื่อไม่เห็นตามความต้องการก็เกิดความกลุ้มยิ่งกลุ้มความฟุ้งซ่านยิ่งเกิด เมื่อความปรารถนาไม่สมหวังในที่สุดก็เป็นโรคประสาท(บางรายบ้าไปเลย) ที่เป็นเช่นนี้เพราะไม่เชื่อตามคำแนะนำของพระพุทธเจ้าที่ทรงแนะนำไว้ว่า จงอย่ามีอารมณ์อยากหรืออย่าให้ความอยากได้เข้าครอบงำบังคับบัญชาจิต

เมื่อนิมิตเกิดขึ้นควรทำอย่างไร
คำว่า "นิมิต" มี ๒ ประเภทคือ "นิมิตที่เราสร้างขึ้น" กับ "นิมิตที่ลอยมาเอง"
1.     นิมิตที่เราสร้างขึ้น จะแนะนำในระยะต่อไปนิมิตประเภทนี้ต้องรักษาหรือควบคุมให้ทรงอยู่เพราะเป็นนิมิตที่สร้างกำลังใจให้ทรงสมาธิได้นานหรืออาจสร้างกำลังสมาธิให้ทรงอยู่นานตามที่เราต้องการ
2.      นิมิตลอยมาเอง สำหรับนิมิตประเภทนี้ในที่บางแห่งท่านแนะนำว่าควรปล่อยไปเลยอย่าติดใจจำภาพนั้น หรือไม่สนใจเสียเลย

เพราะเป็นนิมิตที่ไม่มีความแน่นอนถ้าขืนจำหรือจ้องต้องการภาพ ภาพนั้นจะหายไปกำลังใจจะเสีย



              แต่บางท่านแนะนำว่าเมื่อนิมิตเกิดขึ้นจะปล่อยใจให้เพลิดเพลินไปในนิมิตนั้นก็ได้เพราะใจจะได้เป็นสุข จะมีความชุ่มชื่นในนิมิตนั้น เป็นเหตุให้ทรงสมาธิได้ดีแต่จงอย่าหลงในนิมิต ถ้านิมิตหายไปก็ปล่อยใจไปตามสบาย ไม่ติดใจในนิมิตนั้นคงภาวนาไปตามปกติทั้งสองประการนี้ขอให้ท่านนักปฏิบัติเลือกเอาตามแต่อารมณ์ใจจะเป็นสุขแต่ขอเตือนไว้นิดหนึ่งว่าเมื่อนิมิตปรากฏขึ้นถ้าปล่อยใจให้เพลิดเพลินไปกับนิมิตท่านอย่าลืมว่าเมื่อนิมิตหายไปนั้นเพราะใจเราพลัดจากสมาธิให้เริ่มตั้งอารมณ์โดยจับลมหายใจและภาวนาไปใหม่ ไม่สนใจกับภาพนิมิตที่หายไป

             จงอย่าลืมว่านิมิตเกิดขึ้นมาเพราะจิตมีสมาธิ และเราไม่อยากเห็นจึงเป็นได้และ นิมิตนั้นไม่ใช่ทิพจักขุญาณ เมื่อหายไปก็เชิญหายไปเราไม่สนใจกับ นิมิตอีกเราจะรักษาอารมณ์ใจให้เป็นสุขจากคำภาวนาและรู้ลมหายใจต่อไปถ้าความกระวนกระวายเกิดขึ้นให้เลิกเสียทันที สร้างนิมิตให้เกิดขึ้น

               เรื่องสร้างนิมิตนี้ ในที่นี้ไม่มีการบังคับ ท่านต้องการสร้างก็สร้าง ท่านไม่ต้องการสร้างก็ไม่ต้องสร้าง สุดแล้วแต่ความต้องการ ขอแนะนำผู้ที่ต้องการสร้างไว้ดังนี้การสร้างนิมิตมีหลายแบบ แต่ทว่าในหนังสือนี้แนะนำกรรมฐานหลัก คือ



         พุทธานุสสติกรรมฐาน จึงขอแนะนำเฉพาะกรรมฐานกองนี้อันดับแรกขอให้ท่านหาพระพุทธรูปที่ท่านชอบใจสักองค์หนึ่ง

             ถ้าบังเอิญหาไม่ได้ก็ไม่ต้องหาให้นึกถึงพระพุทธรูปที่วัดไหนก็ได้ที่ท่านชอบใจที่สุดถ้านึกถึงพระพุทธรูปแล้วใจไม่จับในพระพุทธรูป

             จิตจดจ่อในรูปพระสงฆ์องค์ใดองค์หนึ่งที่ท่านชอบก็ได้ เมื่อนึกถึงภาพพระพุทธรูปก็ดีภาพพระสงฆ์ก็ดี ให้จำภาพนั้นให้สนิทใจแล้วภาวนาว่า"พุทโธ" พร้อมกับจำภาพพระนั้น ๆ ไว้ถ้าท่านมีพระพุทธรูปให้ท่านนั่งข้างหน้าพระพุทธรูปลืมตามองดูพระพุทธรูปแล้วจดจำภาพพระพุทธรูปให้ดีรูปพระพุทธรูปนั้นเป็นกรรมฐานได้สองอย่างคือ เป็น

     พุทธานุสสติ  
           นึกถึงพระพุทธเจ้าก็ได้ และเป็นกสิณก็ได้ เมื่อท่านมีความรู้สึกว่ารูปที่ตั้งอยู่ข้างหน้าเรานี้เป็นพระพุทธรูป ความรู้สึกอย่างนั้นของท่านเป็น "พุทธานุสสติกรรมฐาน"ถ้ามีความรู้สึกตามสีของพระพุทธรูป เช่น พระพุทธรูปสีเหลือง เป็นปิตกสิณ ถ้าพระพุทธรูปเป็นสีขาว เป็น โอทาตกสิณ ถ้าพระพุทธรูปสีเขียว เป็นนีลกสิณ ทั้งสามสีนี้ สีใดสีหนึ่งก็ตามเป็นกสิณระงับโทสะเหมือนกันเมื่อท่านจะสร้างนิมิตให้ทำดังนี้ อันดับแรกให้ลืมตามองดูพระพุทธรูปจำภาพพระพุทธรูปพร้อมทั้งสีให้ครบถ้วนในขณะนั้นเมื่อเราเห็นสีพระพุทธรูปไม่ต้องนึกว่าเป็นกสิณอะไร ตั้งใจจำเฉพาะพระพุทธรูปเท่านั้น เมื่อจำได้แล้วหลับตานึกถึงภาพพระพุทธรูปนั้น ภาวนาควบกับลมหายใจเข้าออกไปตามปกติ เมื่อภาวนาไปไม่นานนัก ภาพพระอาจจะเลือนจากใจเรื่องภาพเลือนจากใจนี้เป็นของธรรมดาของผู้ฝึกใหม่

             เมื่อภาพเลือนไปก็ลืมตาดูภาพพระใหม่ทำอย่างนี้สลับกันไป เมื่อเวลาจะนอนให้จำภาพพระไว้ตั้งใจนึกถึงภาพพระ นอนภาวนาจนหลับไป ทั้ง ๆ ที่จำภาพพระไว้อย่างนั้น แต่ถ้าภาวนาไปเกิดมีอารมณ์วุ่นวายนอนไม่ยอมหลับ ต้องเลิกจับภาพพระและเลิกภาวนาปล่อยใจคิดไปตามสบายของใจมันจนกว่าจะหลับไป

อานิสงส์สร้างนิมิต
         การสร้างนิมิตมีอานิสงส์อย่างนี้คือ ทำให้ใจเกาะนิมิตเป็นสมาธิได้ง่ายและทรงสมาธิได้นานตามสมควร สามารถสร้างจิตให้เข้าถึงระดับฌานได้รวดเร็ว



ขั้นตอนของนิมิต
          นิมิตขั้นแรกเรียกว่า อุคหนินิมิต อุคหนิมิตนี้มีหลายขั้นตอนในตอนแรกเมื่อจำภาพพระได้จนติดใจแล้ว (ไม่ใช่ติดตา) ต้องเรียกว่า "ติดใจ" เพราะใจนึกถึงภาพพระจะนั่ง นอน ยืน เดิน ไปทางไหน หรืออยู่ที่ใดก็ตามต้องการนึกถึงภาพพระ ใจนึกภาพได้ทันทีทันใดมีความรู้ในภาพพระนั้นครบถ้วนไม่เลือนลาง อย่างนี้เรียกว่า

อุคหนิมิตขั้นต้น เป็นเครื่องพิสูจน์อารมณ์สมาธิได้ดีกว่าการนับ ถ้าสมาธิยังทรงอยู่ภาพนั้นจะยังทรงอยู่กับใจ ถ้าสมาธิสลายตัวไปภาพนั้นจะหายไปจากใจถ้าท่านทำได้เพียงเท่านี้ อานิสงส์คือบุญบารมีที่ท่านจะได้

         อุคหนิมิตขั้นที่สอง เมื่อสมาธิทรงตัวมากขึ้นภาพพระจะชัดเจนมากขึ้นจะใสสะอาดผุดผ่องกว่าภาพจริงถ้าท่านนึกขอให้ภาพพระนั้นสูงขึ้นภาพนั้นจะสูงขึ้นตามที่ท่านต้องการต้องการให้อยู่ข้างหน้าหรือข้างหลัง เล็กลงหรือใหญ่ขึ้นจะเป็นไปตามนั้นทุกประการอย่างนี้จัดเป็นอุคหนิมิตขั้นที่สอง สมาธิจะทรงตัวได้ดีมากจะสามารถทรงเวลาได้นานตามที่ต้องการ

             อุคหนิมิตขั้นที่สาม เป็นขั้นสุดท้ายของ "อุคหนิมิต" เมื่อภาพนิมิตคือภาพพระปรากฏให้ถือเอาสีเหลืองเป็นสำคัญความจริงสีอื่นก็มีสภาพเหมือนกันแต่จะอธิบายเฉพาะสีเหลืองเมื่อสมาธิทรงตัวเต็มอัตรา ภาพสีเหลืองหรือสีอื่นก็ตาม จะค่อย ๆคลายตัวเป็นสีขาวออกมาทีละน้อย ๆ ในที่สุดจะเป็นสีขาวสะอาดและหนาทึบอย่างนี้ถือว่าเป็นอุคหนิมิตขั้นสุดท้าย ถ้าประสงค์จะใช้เป็น ทิพจักขุญาณ

           ก็ใช้ในตอนนี้ได้ทันทีแต่ต้องมีความฉลาดและอาจหาญพอถ้าไม่ฉลาดและอาจหาญไม่พอก็จะสร้างความเละเทะให้เกิดมากขึ้น

วิชาทิพจักขุญาณเป็นหลักสูตรของ วิชชาสามจึงของดไม่อธิบายเพราะจะทำให้เฝือและวุ่นวายว่าไปตามทางของ สุกขวิปัสสโก ดีกว่าอุคหนิมิตนี้เป็นนิมิตของ "อุปจารสมาธิ" จึงยังไม่อธิบายถึง "อัปปนาสมาธิ"

อาการและอารมณ์ของอุปจารสมาธิ
                อาการของอุปจารสมาธิคือ ปีติได้แก่อารมณ์ความอิ่มใจเมื่อทำมาถึงตอนนี้อารมณ์จะชุ่มชื่นมาก อารมณ์สะอาดเยือกเย็น มีความเป็นสุขอย่างยอดเยี่ยม ไม่เคยพบความสุขอย่างนี้มาก่อนเลยในชีวิต ตอนนี้เวลาภาวนาลมหายใจจะเบากว่าปกติมาก อารมณ์เป็นสุขร่างกายของนักปฏิบัติที่เข้าถึงระดับนี้ ผิวหนังจะนวลขึ้นเพราะอารมณ์ที่มีความสุขแต่อาการทางร่างกายนี่สิที่ทำให้นักปฏิบัติตกใจกันมากนั่นก็คือ

๑. อาการขนลุกซู่ซ่า เมื่อเกิดอาการอย่างนี้หรืออย่างอื่นที่กล่าวถึงต่อไปจะมีอารมณ์ใจเป็นสุข ขอให้ทุกท่านปล่อยอาการอย่างนั้นไปตามสภาพของร่างกาย จงอย่าสนใจ เมื่อสมาธิสูงขึ้น หรือลดตัวลงต่ำกว่านั้น อาการอย่างนั้นก็จะหมดไปเอง อาการขนลุกพองถ้ามีขึ้นพึงควรภูมิใจว่า เราเข้าถึงอาการของปีติระดับหนึ่งแล้ว อย่ากังวลอาการของร่างกาย ๒. อาการของปีติขั้นที่ ๒ ได้แก่อาการน้ำตาไหล๓. อาการของปีติขั้นที่ ๓ คือร่างกายโยกโคลง โยกไปข้างหน้าบ้างข้างหลังบ้างบางคราวโยกแรง จนศีรษะใกล้ถึงพื้น๔. อาการของปีติขั้นที่ ๔ ตามตำราท่านว่าตัวลอยขึ้นบนอากาศ แต่ผลของการปฏิบัติไม่แน่นัก บางรายก็เต้นเหมือนปลุกตัว บางรายก็ตัวลอยขึ้นบนอากาศ เมื่อลอยไปแล้ว ถ้าสมาธิคลายตัวก็กลับมาที่เดิมเอง (อย่าตกใจ)๕. อาการของปีติขั้นที่ ๕ คือ มีอาการแผ่ซ่านในร่างกายซู่ซ่าเหมือนมีลมไหลออกในที่สุดเหมือนตัวใหญ่และสูงขึ้น หน้าใหญ่แล้วมีอาการเหมือนลมไหลออกจากกาย ในที่สุดก็มีความรู้สึกว่าตัวหายไปเหลือแต่ท่อนหัวอาการทั้งหมดนี้ เมื่อเกิดขึ้นอารมณ์ใจจะมีความสุข ฉะนั้น นักปฏิบัติให้ถืออารมณ์ใจเป็นสำคัญ อย่าตกใจในอาการตามที่กล่าวมาแล้วนั้น พอสมาธิสูงถึงระดับฌานก็จะสลายตัวไปเอง ปีตินี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วอารมณ์จะเป็นสุข คือถึงระดับที่สี่ ที่จะเข้าถึงปฐมฌาน ต่อไปก็เป็นปฐมฌานเพราะอยู่ชิดกัน