EsanthaiBan

หมอลำ ลำประยุกต์ นายฉันนะคืนนคร



หมอลำ ทำลองลำนิทานพื้นบ้านประยุกต์ ตอน นายฉันนะคืนนคร


         ตอนนี้ย้อนกล่าวบั้นฉันนะคืนกลับ รับบัญชาจอมธรรมฮ่ำคะนิงคีค้อย ว่าแล้วออยเอาม้าพาชีออกย่าง ม้าเลยอกแตกม้าง  ตายถิ่มเคิ่งมรรคา ฮอบเป็นห่วงเจ้าฟ้าศรีคาดทรงศีล ยินแต่เสียงฉันนะ   

         นี้ฮ่ำไฮนำม้า หยาดน้ำตานองแก้ม        บายอานทักทั่น ทรวงกระสันฮ่วงเฮ้าถึงเจ้าพ่อเมือง คืนไปเล่าเหตุเตื้องบอกข่าวชาวกบิล ยินแต่เสียงสังกาสกุณาในดอนอ่านคอนเทิงไม้

       เอาเด้อหยั่งหยั่งย้อยน้ำเนตรนองไหล ใจคะนิงจอมธรรมผู้พร่ำเพียรศีลแก้ว จำเป็นแล้ว     ขันโอโอ้อ่าว ยากเข้าพระบาทเจ้าใจตั้งต่อธรรม นำถิ่นน้องอุบลห่วงสงสาร ทางสิไป นีรพานย่านยาวคราวกว้าง ลวงไกลเยิ้นวังเวินน้ำแก่ง แสดงทางเส้นม้มตมเปื้อนหล่มเลน ผู้สีกเว้นยากยิ่งหนักหนา ชื่อว่าเทียวโลกาดั่งไฟเผาบั้ง สังลังไม้เลียนกันซ้องซ่อ พอแต่ฮอดถิ่นใกล้เมืองกว้างข่วงวัง ฉันน์จึ่งตั้งฟ้าวฟั่งเร็วเปือง จั่งว่าคราวเดียวเถิงก่องทวารทางเท้า
เอาเด้อ      เอาตนเข้าในเวียงคุ้มข่วง ปวงประชาไพร่ฟ้าถามท้วงข่าวไข พระบาทไท้ไปอยู่ทางใด ขอให้ไขคำควรกล่าวมาเดี๋ยวนี้ ฉันน์เลยชี้ว่าจอมธรรมทรงเพศ องค์พระปิตุเรศฮู้     ทรงเศร้าเหงางม ขึ้นกราบก้มบอกเรื่องพิมพา พรรณนาความจริงกราบทูลตามเรื่อง จอมเมืองเจ้าทรงธรรมพรากห่าง เพิ่นได้บวชสืบสร้างแคมน้ำฝั่งอโน โสว่าแก้วทรงห่วงจอมขวัญ นางบ่ควรติดตามท่อไยยองก้าง นางควรน้อมโมทนายู้ส่ง อย่าได้ทำทรงโศกเศร้า พิมพาเจ้าฮ่ำฮอนโลกลุ่มฮ้อนคือดั่งไฟเผา ขอให้ฝูงมวลเฮาตื่นตัวกลัวย้าน มารลุม ฮ้อนสังฮอมคิดถี่ เว้าให้ฟังท่อนี้มีข้อตื่มแถม แซมบ่อนบั้นบ่อนกลั้นโศกโศกา ฟังเบิ่งตอนพิมพาหยาดน้ำตานองไหลห่วงนำผัวแก้ว

หมอลำ ลำพื้นบ้านประยุกต์ ยายย่าจำสวน



ลำนิทานพื้นบ้านประยุกต์ ตอน ยายย่าจำสวน


    จักกล่าวก้ำยายย่าจำสวน รู้ว่านานพอควรตั้งแต่มาเนายั้ง บ่มีหยังเดือดฮ้อน    ดูแลกลางบาท ชื่อว่า   องค์ทาสใช้องค์เจ้าหน่อเมือง ไผบ่มาก่อเรื่องเกรงราชอาญา เดี๋ยวนี้    มีปัญหา    เกิดในสวนอ้อย ดูว่าเบิดบ่น้อยจักไผกินขีนข่วย ยายบ่ฮู้เหตุด้วยเหลือไว้แต่ฮอย ได้แต่ป้อยเอิ้นด่าเสียงไหล ไผเด        นอมากิน   ห่าตำมันนี่ หือว่าผีสางฮ้ายในสวนแปลงเพศ ยายได้สังเกตแล้วบ่มีฮู้ฮ่อมหยัง มื้อนี้ตั้งสิไปจอบลองดู กูสิเอามันตายเมื่อยามกูพร้อม


****เอาเด้อ ยายคนเฒ่าเดินดูหมอบส่อง มีแต่ฮ้องแล้วฮ้อง        ทั้งป้อยบ่เซา อ้อยพระเจ้าล้มท่าวเป็นทาง บ่อนที่หนาเลยบางต่างหลังเหลือล้น วนเวียนป้อยผีเอ๊ยปอบเอย กูบ่เคยพบพ้อคือนี้ท่อไย กูนี้ได้ใช่อื่นคนอือ คือว่ายายจำสวนแก่งอมหลังค้อม แม่นนั้นเด้อแม่สิ         ผอมคีงแห้งแฮงกูแข็งแกร่ง แม่นสิแช่งกะได้ผีใหญ่ห่าลง องค์ท่านไท้บอกสั่งยังกู ว่าให้     ดูแลสวนเบิ่งแงงแทนไว้ ไผมันกล้าฮาวีบอกห่าง กูได้แต่งบ่วงห้าง   ตันท้างป่องทาง กลบเอ่ยอ้างเสียงหึ่มคมคราง กูสิไปยามมันเบิ่งนาวันนี้ คือผีแท้ว่าคนทรงฮ่วยห่า บอกกูมาเถิดน่าสิเอาค้อนลัดหัว ฮู้ตันขั้วบาเล่ายายฟัง เรื่องแต่ในคราวหลังเปิดเผยเบิดเกลี้ยง ยายจึ่งเด้อยายจึ่งเอาไปเลี้ยงสงสารสมเพศ บ่แม่นเพศแม่นเผ่ามาแท้แต่ไส  ตั้งหากเด้อตั้งหากคนซักไซ้ ร่างก่ำคิมมิม ยิ้มออกมาเห็นฟันว่าขาวเพียงแข่ว กาดำแก้วเนานำเฒ่าย่า ได้เวลาขวบเข้าแถนเต้าถ่ายมา ลูกเจ้าฟ้านามว่าลุนนีสิออก  มาชมสวนแวะยามยายเจ้า ยินเสียงเว้านำกันอี้อ่อม นางบ่ซอมทราบฮู้เสียงนั้นแม่นหยังแล้วจึ่งตั้งถามย่ายายดู ยายว่าหนูลุนนีอย่าสงสัยน่า ไผเดว้ะสิมาซ้อนลี้ซ่อน บ่มีผู้สืบซ้อนยายเว้าต่อแมว  ลูกเจ้าแก้วเลยเกิดกังขา จั่งได้ลายังยายต่าวคืนปรางค์แก้ว สมควรแล้วฟังไปบั้นใหม่ เพิ่นว่าบุญคาดได้มีเว้นห่างกัน โจ๋ะพักบั้นยายย่าจำสวน ขอให้   มวลชาวเฮาจงฟังเอาตามเรื่อง

ฟ้อนหมอลำ





หมอลำพื้น  

      หมอลำพื้น  เป็นหมอลำที่เก่าแก่ที่สุดในประเภทหมอลำที่ใช้เพื่อความบันเทิง เป็นยุคที่มีการลำให้ความบันเทิงมากขึ้น จนถือเป็นต้นกำเนิดของการลำเพื่อการบันเทิงของหมอลำแบบอื่น ๆ ในยุคหลัง ๆ เมื่อพิจารณาจากรูปแบบการแสดงทำให้เห็นว่าลำพื้นเกิดจากธรรมเนียมการอ่านหนังสือผูกและธรรมเนียมการเทศน์ของพระ  หมอลำพื้นเป็นการลำแบบเล่าเรื่องหรือนิทาน หรือคำสอนเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา   หมอลำพื้น หมอลำจะเดินเรื่องราวเพียงผู้เดียว 

หมอลำ ลำเดินไล่ผีเปรต




กลอนลำ ลำเดินไล่ผีเปรต
ออกจากบ้านเดินผ่านสายดอน   นรสรรอนเรือนพืชภูพะนายไม้   หลายลำต้นปนกันถันถี่ๆ บ่อาจนับอ่านได้ไพรกว้างซางมี      หวิดจากนี่ถึงที่หิมพาน น้อกลายเป็นดงหลวงละหมู่ผีสางฮ้าย มองเห็นเด้อ

 มองเห็นปัปประตูขั้น เขาชันตันป่อง    ดอยใหญ่ตั้งควันกุ้มมือมัว    ขัวนัวมงพืชภูพระเขตเขาขามย้าน    เปตรโตฮ้ายผีมารฝูงเปตร โขงเขตนี้เป็นบ้านหมู่เขา เห็นเฮาไปแล่นมามาจาต้าน      วานเสียงจ้อยไขคำเอิ้นใส่ 

แขวนง่าไม้เปลือยผ้าปล่อยกลาย    เป็นฮูปฮ้ายเอิ้นสั่งตามหลัง     ขอให้ทำกองบุญอุทิศหาสู่เจ้า     ซุมผีเว้าจากันนี่หน่ำๆ     ตูได้ลักเล่นชู้ใจเลี้ยวจากผัว เป็นเวรต้องปองเอาผัวเผิ่น    ไฟจึงมาไหม้ก้นลามขึ้นหว่างขา 

เภทหนึ่งนั้นลิ้นเตื่อยเตเซ   เหลียวเบิ่งตามันแดงดั่งไฟกองฮ้า    มันนั้นเดอยามวาบุตรตาเข้าตาเข้า   พรมจันทร์ทรงเพศ   ลูกบวชสร้างถือผ้าห่มเหลือง มันบ่หวังกองบุญถ่มน้ำลายนำก้น 

เภทหนึ่งนั้นหัวเหล่าเป็นควาย  โตเป็นคนสร้างแต่อางผางฮ้าย    ชาติก่อนกี้เขาได้เป็นแม่ม้อนขับปี่ปัวคน    ฆ่าหมุ่งัวควายสัตว์เบิกพระลีหน่ายจ้ำ

 เภทหนึ่งนมยานเท่าถึงดินลากแก    เคยเปลือยกลายเข้าสู้ละในอารามกว้าง แต่ก่อนไปกินทานบ่เบี่ยงถือสไบผ้า    เภทหนึ่งหาคุยเว้าปองเอาเจ้าหัวบ่าว จั่งได้เป็นฮูปฮ้ายสองหน้าสี่ขา    ว่าแขนตันกอดเฮาเว้าอุ้ม   

ฟูมฟายเว้านำหลังเอิ้นสั่ง   เภทหนึ่งฮูปากน้อยทอด้ามทอเข็ม   มันบ่เคยทำทานกะแต่งบุญคุณค้ำ    แนวหนึ่งนั้นตัวดำปานถ่านๆ   แนวชาติก่อนกี้เอาห่อมบ่ขอ   เป็นคนฮ้ายใจจนสาโหด 

เขาด่าป้อยเวรให้แต่หลัง   เห็นเฮาไปสั่งความนำก้น    เข้าตนผ่ายมาหาโดยฮีบ ฮ้องฮ่ำไห้เทิงเอิ้นแล่นนำ   โตสูงได้ปลายตาลสุดซัว    ไผผุมัวกลัวย้อนย้านไปหั่นส่วนตาย ก้ายที่นั้นคาวเข่งสามเดือนๆ น้อเฉียววันคืนบ่มียามยั่ง.... 

กลอนลำมัทรีเดินดง



จักกล่าวนงนางหล่ามัทรีนางดั้นป่า ไปหนั่นแหล่วเที่ยวหาหมากไม้มาไว้ใส่เพล เว้นบ่ได้เข้าป่าไพรหนา มัทรีเก็บผลาๆต่าวคืนเมือบ้าน
มือนี่นางพราหมณ์หล่ามัทรีนางแต่งต่าง ตากะฟางมืดมั่วคัวเข้าป่าดง ไปตามซ้งห้วยฮ่อมเหวผา เลยหละบ่อเห็นผลาๆหล่นลงตามต้น แต่ก่อนขนเอาได้มาจนหาบแอ่น วันนี้แปนมิดจ้อยคอยแล้วกะบ่เห็น มัทรีตกแล่นเต้นฟ้าวฟั่งคัวหา คิดนำบุตรอยู่คองทางบ้าน มัทรีนางคราญหล่ากะแลหาหมอบส่อง เลยบ่มีหมากไม้คือเค้าเก่าหลัง
พระนางอั่งแค้นวิ่งแล่นหาผล ในดงหนาป่าดงพงไม้ คำทางไปทังเซ่อกะเซอนางนี่หล่ะแม่นหลุดบ่าๆ เหมิดปัญญานี่หละแม่นนั่งจ้อง นั่งจ้องมองได้เบิ่งแต่ตา ได้ยินเสียงกาฮ้องในดงฮ้องส่ง อยู่ในดงโคกค้อยกะเสียงจ้อยบ่มี นกก่านกี้ๆเอี้ยงโมงสังกา บ่เห็นมันมาตอมป่าดงพงไม้ มัทรีเห็นมันอ้อนเสียมซอนหละขุดก่น โซนแล้วทื่นๆดึงขึ้นใส่เซอ นางพ่องเซ่อหละเข้าป่าดงหนา ผิดเวลาต่างหลังคราวครั้ง กะเบิดหวังแล้วตาเว็นจนค่ำ จั่งมาเห็นหมากไม้ตามต้นหล่นลง มีหมากไม้เหงี่ยนวอกลิงกัด นางมัทรีเก็บเอาใส่กะเซาเลยย้าย ว่าสิกลับคืนห้องหนทางเทียวท่อง มองนั่นแหล่วเห็นสัตว์สิงเซื้อ ตามท่างป่องทาง ไดยินครางมันฮ้องได้ยินมันหนิแม่นครางฮ้องโตนเตนเต้นใส่ มัทรีฮ้องห่ำให้กลัวย่านสั่นสาย มัทรียอมือไหว้อินพรหมยมย่าน ยมยาน ขอให้มาเลี่ยมกั้งบังไว้ไล่หนี มัทรีเว้าแต่กี้เข้าป่าเดิมดา ผู้ข้ามาในดงเพื่อประสงค์ผลไม้ ว่าสิเอาไปให้ฤาษีชีป่า มานั่นแหล่วบำเพ็ญก่อสร้างปางนี่เพื่อบุญ กับทางทูนนี่หละแม่นหัวน้อยแก้วแก่นสองศรี ทังกันหาชาลี ชาลีฝากสามีไว้ ให้สงสารข่ากัณหาบ่ทันใหญ่ อันว่านมแล่นจู้บ่ทันฮู้ฮ่อมวาง มัทรีขอคราวนี้กะหนีไกลจากผ่าย สัตว์นั่นแหล่วกะเลยย่างย้าย หละคายเข้าป่าดง นางหละมัทรีจึงได้กลับต่าวคืนมา ตามมรรคาเหื่อไหลไคย้อย ก่ะออยๆดั้นดันมาหาบต่า ว่าสิเห็นอ่อนน้อยมาคอยต้อนลัดทาง...

พญาปลาช่อน นิทานชาดก



พญาปลาช่อน



ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ประทับอยู่ที่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี แคว้นโกศล ทรงปรารภการบันดาลให้ฝนตกทั่วเมือง เรื่องมีอยู่ว่า …
ในสมัยนั้น ทั่วทั้งแคว้นโกศลเกิดภัยแล้งฝนไม่ตกหลายเดือน ข้าวกล้าเหี่ยวแห้ง สระน้ำแห้งขอดเหลือแต่โคลนตม ปลาตายเกลื่อนกลาด ฝูงนก ฝูงกาบินว่อน ชาวเมืองสาวัตถีและฝูงสัตว์เกิดเดือดร้อนกันไปทั่ว แม้น้ำในสระวัดเชตวันก็เหือดแห้งเช่นกัน ปลากระเสือกระสนหนีตายเข้าไปในเปลือกตม
รุ่งเช้า พระพุทธองค์ ได้ทรงตรวจดูสรรพสัตว์ ทรงเห็นความเดือดร้อนนั้นแล้ว ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อสรรพสัตว์ หลังจากเสด็จกลับมาจากบิณฑบาตแล้ว ได้ประทับยืนอยู่ที่บันไดสระในวัดเชตวัน ตรัสเรียกพระอานนท์ให้นำผ้าอาบน้ำมาถวายพระองค์ ด้วยมีพระประสงค์จะสรงน้ำในสระ แม้พระอานนท์จะทูลว่าน้ำในสระมีแต่ตม ไม่มีน้ำมิใช้หรือ ก็ทรงตรัสว่า ” อานนท์ ธรรมดากำลังของพระพุทธเจ้าใหญ่หลวงนัก เธอจงนำเอาผ้าอาบน้ำมาเถิด ” พระเถระได้นำผ้ามาถวายแล้ว พระพุทธองค์ทรงนุ่งผ้าด้วยชายข้างหนึ่ง ทรงคลุมพระสรีระด้วยชายข้างหนึ่ง ประทับยืนที่บันไดตั้งพระทัยว่า เราจักสรงน้ำในสระ


ทันใดนั้นเอง แท่นศิลาอาสน์ของท้าวสักกะก็แสดงอาการร้อน ท้าวเธอทราบเรื่องนั้นแล้วจึงบัญชาให้วลาหกเทวราชเจ้าแห่งฝน บันดาลฝนให้ตกทั่วแคว้นโกศลโดยไม่ขาดสายครู่เดียวเท่านั้น น้ำก็เต็มสระ ท้วมถึงบันไดสระ พระพุทธองค์ทรงลงสรงน้ำในสระแล้ว ทรงครองผ้าสองชั้นสีแดง คาดรัดประคต ทรงครองสุคตจีวร เฉวียงพระอังสะ เสด็จประทับในพระคันธกุฎี
ในเวลาเย็น พวกภิกษุประชุมกันในธรรมสภายกเรื่องพระพุทธองค์ทรงบันดาลให้ฝนตก ด้วยพระกรุณาในชาวเมืองและสรรพสัตว์ขึ้นมาสนทนากัน พระพุทธองค์จึงได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธกดังนี้ว่า…
   กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ที่ห้วยแห่งหนึ่ง มีเถาวัลย์รกรุงรัง พระโพธิสัตว์เกิดเป็นปลาช่อนตัวหนึ่ง อาศัยอยู่ในห้วยนั้น สมัยนั้น เกิดภัยแล้งฝนไม่ตกเช่นเดียวกัน ฝูงปลาต่างดิ้นรนเอาชีวิตรอดด้วยเปลือกตม ฝูงนกการุมจิกกินหมู่ปลา ปลาช่อนนั้นเห็นความพินาศของหมู่ญาติ จึงทำสัจกิริยาให้ฝนตกด้วยการแหวกออกจากเปลือกตม มองดูอากาศแล้วบันลือเสียงแก่เทวราชปัชชุนนะว่า

      ” หมู่ปลาเดือดร้อนมาก ข้าพเจ้ารักษาศีลไม่เคยกินปลาด้วยกันตลอดชีวิต ด้วยความสัตย์นี้ขอท่านจงให้ฝนตกลงมาเถิด ”
แล้วกล่าวคาถาว่า
     ” ปัชชุนนเทพ ท่านจงคำรณคำรามให้ฝนตกมา
       ทำลายขุมทรัพย์ของฝูงกา ทำฝูงกาให้ได้รับความเศร้าโศก
       และช่วยปลดเปลื้องข้าพเจ้าและหมู่ญาติ ให้พ้นจากความเศร้าโศกเถิด ”
ฝนห่าใหญ่จึงตกลงมาช่วยชีวิตสัตว์ให้รอดพ้นจากความตายได้
  นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
  คุณของศีลสามารถช่วยเหลือชีวิตของผู้อื่นให้รอดพ้นจากความตายได้

พญานกยูง นิทานชาดก


พญานกยูง

      ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถีทรงปรารภภิกษุผู้กระสันอยากจะสึกรูปหนึ่ง ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า…
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพญานกยูงมีสีเหมือนทองรูปร่างสวยงาม มีบริวารแวดล้อมหลายร้อยตัว วันหนึ่งพญานกยูงเห็นรูปร่างตนเองจากน้ำในสระเกรงว่าจะเป็นอันตรายเพราะรูปสมบัติ จึงคิดจะปลีกหนีไปอยู่เพียงลำพังตัวเดียว เมื่อตกกลางคืนฝูงนกยูงหลับหมดแล้วได้แอบบินหนีเข้าป่าหิมพานต์ผ่านภูเขา ๔ ลูก พบสระใหญ่เกิดเองตามธรรมชาติ มีต้นไทรใหญ่ปกคลุมข้างเขาลูกหนึ่งจึงร่อนลงข้างต้นไทรนั้นเข้าไปอาศัยถ้ำแห่งหนึ่งอยู่

              
                พอรุ่งเช้า พญานกยูงก็ได้บินไปเกาะยอดเขาหันหน้าไปทางทิศตะวันออกสวดมนต์เพื่อขอความคุ้มครองป้องกันตนในเวลากลางวันว่า “อุเทตะยัญจักขุมา เอกะราชา ฯลฯ” จบแล้วก็บินร่อนลงไปหากิน ตกเย็นก็จะบินมาจับบนยอดเขาที่เดิมหันหน้าไปทางทิศตะวันตกสวดมนต์เพื่อขอความคุ้มครองป้องกันตนในเวลากลางคืนว่า “อะเปตะยัญจักขุมา เอกะราชา ฯลฯ” แล้วก็บินร่อนเข้าถ้ำหลับนอน เป็นอยู่ลักษณะเช่นนี้เป็นประจำ
อยู่ต่อมาวันหนึ่ง มีนายพรานคนหนึ่งเที่ยวไปในป่าลึกเห็นพญานกยูงทองจับอยู่บนยอดเขานั้นโดยบังเอิญ จึงกำหนดสถานที่ไว้ หลายปีผ่านไปเมื่อเขาใกล้จะตายจึงได้เล่าเรื่องนี้ให้ลูกชายฟังว่า “ลูกเอ๋ย..ในป่าตรงยอดเขาลูกที่๔ โน้น มีนกยูงทองตัวหนึ่งอาศัยอยู่ ถ้าพระราชาต้องการ เจ้าจงกราบทูลให้ทรงทราบนะ” สั่งเสียแล้วก็ตายไป


        อยู่ต่อมาพระนางเขมาเทวีมเหสีของพระเจ้าเมืองพาราณสีทรงสุบินในเวลาใกล้รุ่งว่า มีนกยูงทองสวยงามตัวหนึ่งแสดงธรรมแก่พระนางเสร็จแล้วก็บินไป พระนางเห็นนกยูงทองกำลังจะบินไปรับสั่งให้คนช่วยกันจับมันไว้ ขณะกำลังตรัสอยู่นั่นเองก็ทรงตื่นเสียก่อน เมื่อทราบว่าเป็นความฝัน ก็ดำริจะให้สืบดูว่าในโลกนี้มีนกยูงทองอยู่จริงหรือเล่า ถ้าจะทูลพระราชาว่าเป็นความฝันพระองค์ก็จะไม่ใส่พระทัย จึงทรงบรรทมทำทีเป็นแพ้ครรภ์อยู่


พระราชาเมื่อทราบว่าพระมเหสีแพ้ครรภ์ก็เสด็จเข้าไปหาตรัสถาม เมื่อสดับว่าแพ้ครรภ์อยากจะฟังธรรมจากพญานกยูงทองจึงรับสั่งให้อำมาตย์เข้าเฝ้าและปรึกษาหารือ อำมาตย์กราบทูลว่า “พวกพราหมณ์อาจจะทราบได้ พระเจ้าข้า” จึงมีรับสั่งให้พราหมณ์เข้าเฝ้า พวกพราหมณ์กราบทูลว่า “ขอเดชะ สัตว์ที่มีสีเหมือนทองมีอยู่ในโลก แม้แต่มนุษย์ที่มีสีเหมือนทองก็มีอยู่ โปรดให้ประชุมพวกนายพรานเถิดอาจจะรู้ได้ พระเจ้าข้า”

พระราชาให้เรียกนายพรานและลูกนายพรานมาประชุมกันแล้วตรัสถามว่า “สูทั้งหลาย มีใครเคยเห็นนกยูงทองบ้างไหม” ลูกชายนายพรานคนนั้นจึงกราบทูลให้ทราบว่า “ขอเดชะ ข้าพระองค์ไม่เคยเห็น แต่บิดาผู้ล่วงลับของข้าพระองค์เคยเห็นได้สั่งไว้ว่ามีนกยูงทองตัวหนึ่งอาศัยอยู่ ณ ที่ตรงโน้น พระเจ้าข้า”


พระราชาทรงพอพระทัยมากประทานทรัพย์เป็นรางวัลแล้วมอบหมายให้เขาไปจับมันมาถวายให้จงได้
เขามอบทรัพย์ให้ภรรยาแล้วก็เข้าป่าไปเห็นพญานกยูงทองแล้วดักบ่วงภาวนาอยู่ว่า “วันนี้ต้องติด วันนี้ตองติด” พญานกยูงก็ไม่ติดบ่วงสักทีเพราะสวดมนต์ดังกล่าว จนเขาป่วยและตายไป ฝ่ายพระเทวีเมื่อไม่ได้ดังปรารถนา ก็สิ้นพระชนม์เช่นกัน


พระราชาทรงกริ้วว่า “เพราะอาศัยนกยูงทองตัวนี้เป็นเหตุให้เมียรักของเราต้องสิ้นพระชนม์” จึงผูกเวรพญานกยูงทองให้จารึกไว้ในแผ่นทองว่า “ที่ยอดเขาลูกที่ ๔ ในป่าหิมพานต์มีนกยูงทองตัวหนึ่งอาศัยอยู่ ใครได้กินเนื้อของมันแล้วจะไม่แก่ไม่ตาย” แล้วบรรจุไว้ในหีบไม้่แก่นไม่นานพระองค์ก็เสด็จสวรรคตไป


เมื่อกษัตริย์องค์อื่นขึ้นครองราชย์ได้เปิดหีบไม้่อ่านเจอแล้วก็ส่งนายพรานคนหนึ่งไปจับ นายพรานคนนั้นก็เสียชีวิตที่นั้นเหมือนกันโดยทำนองนี้จนเวลาผ่านไปถึง ๖ รัชกาล นายพราน ๖ คนตายในป่าหิมพานต์นั้น
ต่อมาถึงนายพรานคนที่ ๗ ในสมัยของพระราชาพระองค์ที่ ๗ ได้เข้าไปซุ้มดักจับพญานกยูงทองเป็นเวลา ๗ ปีผ่านไปก็ยังจับไม่ได้ เมื่อนายพรานทราบว่าที่พญานกยูงทองไม่ติดบ่วง เป็นเพราะอำนาจพระปริตรและพญานกยูงทองประพฤติพรหมจรรย์ไม่มีนางนกยูงตัวอื่นอยู่ด้วย จึงคิดได้อุบายอย่างหนึ่งไปดักจับนางนกยูงตัวหนี่งได้แล้วนำมาฝึกให้เชื่อง ให้ขันในเวลาดีดนิ้ว ให้ฟ้อนรำในเวลาตบมือ นายพรานพอฝึกนางนกยูงได้เป็นที่พอใจแล้วก็นำนางนกยูงไปป่านั้นด้วย ก่อนจะถึงเวลาพญานกยูงทองจะสวดมนต์ ก็ได้ดีดนิ้วให้นางนกยูงขันขึ้น


ฝ่ายพญานกยูงทองพอได้ฟังเสียงของนางนกยูงเท่านั้นกิเลสที่ราบเรียบตลอดเวลา ๗๐๐ ปี ก็ฟุ้งขึ้นทันที มีกระวนกระวายด้วยอำนาจกิเลส ไม่สามารถจะสวดมนต์ได้ รับบินถลาลงไปหานางนกยูงนั้น ก้าวขาไปติดบ่วงนายพรานในที่สุด
นายพรานพอจับพญานกยูงทองได้แล้วก็คิดว่า “นายพรานเสียชีวิตตั้ง ๖ คน เราเองก็เสียเวลาไปตั้ง ๗ ปี ก็ไม่สามารถดักจับมันได้ แต่เช้านี้ พญานกยูงทองกระวนกระวายด้วยอำนาจกิเลสไม่อาจสวดมนต์ได้ มาติดบ่วงแขวนห้อยต่องแต่งเอาหัวลงอยู่ สัตว์ผู้มีศีลถูกเราทำให้ลำบากแล้ว การนำสัตว์เช่นนี้ไปถวายพระราชาไม่ควรเลย เอาเถอะเราจะปล่อยมันไป แต่ถ้าเราจะปรากฏตัวให้เห็น มันก็จะดิ้นรนหนีตาย ทำให้ขาและปีกมีบาดแผล อย่ากระนั้นเลย เราแอบใช้ปลายธนูตัดสายบ่วงจะดีกว่า” คิดแล้วก็แอบอยู่ในพุ่มไม้สอดลูกธนูเตรียมจะยิ่งใส่บ่วง


ฝ่ายพญานกยูงทอง เหลียวซ้ายแลขวาเห็นนายพรานยืนถือธนูอยู่เข้าใจว่าเขาจะยิงตน จึงพูดอ้อนวอนขอชีวิตว่า “สหายถ้าท่านจับเราเพื่อทรัพย์แล้ว อย่าฆ่าเราเลย จงนำเราไปถวายพระราชา ท่านก็จะได้ทรัพย์มาก” นายพรานพูดตอบว่า “เราเตรียมยิงธนู มิใช่จะฆ่าท่าน แต่จะตัดบ่วงที่เท้าของท่านดอก”
พญานกยูงทอง “ท่านพยายามดักจับเรานานถึง ๗ ปี สู้อดกลั้นความหิวกระหายทั้งกลางคืนและกลางวัน วันนี้จับได้แล้วทำไมจึงคิดปล่อยเราเสียละ ท่านงดการฆ่าสัตว์หรือให้อภัยสัตว์ทั้งหลายแล้วหรือ”
นายพราน”พญานกยูง ผู้งดฆ่าสัตว์และให้อภัยสรรพสัตว์ตายไปแล้วจะได้ความสุขอะไร”


พญานกยูงทอง “ผู้งดเว้นฆ่าสัตว์ และให้อภัยสรรพสัตว์ย่อมได้รับความสรรเสริญในปัจจุบัน และเมื่อตายไปย่อมไปเกิดในสวรรค์”
นายพราน “สมณพราหมณ์พวกหนึ่งบอกว่า เทวดาไม่มีผลของกรรมดีกรรมชั่วไม่มี ทานอันคนโง่บัญญติไว้ เราเชื่ออย่างนี้จึงได้ฆ่านกทั้งหลาย”
พญานกยูงทอง “ดวงจันทร์และดวงทิตย์ที่เห็นกันในท้องฟ้า สมณพราหมร์พวกนั้นสอนว่า มีอยู่ในโลกนี้หรือโลกอื่นและจะเป็นเทวดาในมนุษยโลกอย่างไรหรือ”


นายพราน “ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ที่เห็นกันในท้องฟ้าพวกท่านสอนว่า มีอยู่ในโลกอื่น ไม่มีในโลกนี้และเป็นเทวดาไม่มีในมนุษยโลก”
พญานกยูงทอง “พวกสมณพราหมณ์เหล่านั้นสอนว่า ผลกรรมดีกรรมชั่วไม่มี ท่านอันคนโง่บัญญัติไว้ ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์มีอยู่ในเทวโลก ไม่มีในโลกนี้ เป็นเทวดามิใช่เป็นของมนุษย์นับว่าเป็นคำสอนที่เลวทรามมาก เป็นพวกไม่มีเหตุผล”


นายพราน “จริงอย่างท่านว่า “ไฉนทานจะไม่มีผล ไฉนกรรมดีกรรมชั่วจะไม่มีผล ทานอันคนโง่จะบัญญัติได้อย่างไร พญานกยูงทอง ข้าพเจ้าจะทำอย่างไร ประพฤติอย่างไร สมาคมอะไรด้วยตบะคุณอะไรจะไม่ไปตกนรก ขอท่านจงบอกด้วย”
พญานกยูงทอง “มีสมณะพวกหนึ่ง นุ่งห่มผ้าย้อมน้ำฝาดประพฤติเป็นผู้ไม่มีเรือน เที่ยวบิณบาตในเวลาเช้า เว้นเที่ยวในเวลาวิกาล เป็นผู้สงบจากกิเลสแล้วมีอยู่ในโลกนี้ ท่านจงเข้าไปหาสมณะเหล่านั้น ถามปัญหาสงสัยกะท่านเหล่านั้น ถ้าไม่อยากตกนรก” ว่าแล้วก็ขู่นายพรานให้กลัวภัยในนรก


     นายพรานนั้นเป็นผู้มีบารมีบำเพ็ญเต็มแล้ว มีญาณแกล้วเมื่อฟังธรรมกถาจบยืนอยู่ท่าเดิมนั้นแหละ กำหนดสังขารพิจารณาไตรลักษณ์ บรรลุปัจเจกโพธิญาณเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า การบรรลุธรรมของนายพรานและการพ้นจากบ่วงของพญานกยูงทองเกิดขึ้นในขณะเดียวกัน

      พระปัจเจกพุทธเจ้าระลึกถึงนกที่ตนเองขังไว้เป็นจำนวนมากที่บ้าน จึงทำสัจกิริยาปล่อยนกทั้งหลายให้พ้นจากที่ขังไปแล้วก็เหาะไปอยู่ที่เงื้อมเขานันทมูล ฝ่ายพญานกยูงทองก็หาอาหารและกลับที่อยู่ของตนดังเดิม

นาคบำเพ็ญตบะเพื่อต้องการมาเกิดเป็นมนุษย์






พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภ อุโบสถกรรม ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีดังนี้.

ความพิสดารว่า ในกาลนั้น พระบรมศาสดาตรัสว่า ดูก่อนอุบาสก อุบาสิกาทั้งหลาย การที่ท่านทั้งหลายอยู่รักษาอุโบสถกรรมเป็นความดี บัณฑิตทั้งหลายแต่ก่อน ละนาคสมบัติแล้ว อยู่รักษาอุโบสถกรรมเหมือนกัน ครั้นเมื่ออุบาสกอุบาสิกาเหล่านั้นทูลอาราธนา จึงทรงนำอดีตนิทานมาตรัสดังต่อไปนี้

ในอดีตกาล พระราชาทรงพระนามว่า พระเจ้าอังคติราชเสวยราชสมบัติอยู่ในอังครัฐ ราชธานีในระหว่างแคว้นอังคะและมคธะต่อกัน มีแม่น้ำชื่อจัมปานที ได้มีนาคพิภพอยู่ใต้แม่น้ำจัมปานทีนั้น พระยานาคราชชื่อ ว่าจัมเปยยะ ครองราชสมบัติในนาคพิภพนั้น (โดยปกติ พระราชาแห่งแคว้นทั้งสองเป็นศัตรูกระทำยุทธชิงชัยแก่กันและกันเนือง ๆ ผลัดกันแพ้ ผลัดกันชนะ) บางครั้งพระเจ้ามคธราช ยึดแคว้นอังคะได้ บางครั้งพระเจ้าอังคราช ยึดแคว้นมคธได้.
อยู่มาวันหนึ่ง พระเจ้ามคธราช กระทำยุทธนาการกับพระเจ้าอังคราช ทรงปราชัยต่อยุทธสงคราม เสด็จขึ้นม้าพระที่นั่งหลบหนีไป ถึงฝั่งจัมปานที พวกทหารพระเจ้าอังคราช ติดตามไปทันเข้า จึงทรงพระดำริว่า เราโดดน้ำตายเสียดีกว่าตายในเงื้อมมือของข้าศึกดังนี้แล้ว จึงโจนลงสู่แม่น้ำพร้อมทั้งม้าพระที่นั่ง ครั้งนั้น จัมเปยยนาคราช เนรมิตมณฑปแก้วไว้ภายในห้วงน้ำ แวดล้อมด้วยบริวารเป็นอันมาก ดื่มมหาปานะอยู่ ม้าพระที่นั่งกับพระเจ้ามคธราช จมน้ำดิ่งลงไป ปรากฎเฉพาะพระพักตร์แห่งพระยานาคราช
พระยานาคราช เห็นพระราชาทรงเครื่องประดับตกแต่งก็บังเกิดความสิเนหา จึงลุกจากอาสนะ ทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์อย่าทรงหวาดกลัวเลย แล้วอัญเชิญให้พระราชาประทับนั่งบนบัลลังก์ของตน ทูลถามถึงเหตุที่ดำน้ำลงมา พระเจ้ามคธราช ตรัสเล่าความตามเป็นจริง
ลำดับนั้น จัมเปยยนาคราชปลอบโยนพระเจ้ามคธราชให้เบาพระทัย ว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พระองค์อย่าทรงหวาดกลัวเลย ข้าพระพุทธเจ้าจัก ช่วยจัดการให้พระองค์เป็นเจ้าของทั้งสองรัฐ ดังนี้แล้ว ทรงดูแลพระเจ้ามคธราชอยู่ ๗ วัน ในวันที่ ๘ จึงออกจากนาคพิภพพร้อมด้วยพระเจ้ามคธราช พระเจ้ามคธราชทรงจับพระเจ้าอังคราชได้ด้วยอานุภาพของพระยานาคราช แล้วตรัสสั่งให้สำเร็จโทษเสีย เสวยราชสมบัติในสองรัฐสีมามณฑล นับแต่นั้นมา ความวิสาสะคุ้นเคยระหว่างพระเจ้ามคธราชกับพระยานาคราชก็ได้กระชับมั่น คงยิ่งขึ้น
พระเจ้ามคธราชให้สร้างรัตนมณฑปขึ้นที่ฝั่งจัมปานที แล้วเสด็จออกกระทำพลีกรรมแก่พระยานาคราชด้วยมหาบริจาคทุก ๆ ปี แม้พระยานาคราช ก็ออกจากนาคพิภพมารับพลีกรรมพร้อมด้วยมหาบริวาร มหาชนพากันมาเฝ้าดูสมบัติของพระยานาคราช.
กาลครั้งนั้น พระบรมโพธิสัตว์เกิดในตระกูลเข็ญใจ ไปที่ฝั่งน้ำพร้อมด้วยราชบริษัท เห็นสมบัติของพระยานาคราชนั้นแล้วก็เกิดโลภเจตนา ปรารถนาจะได้สมบัตินั้น จึงทำบุญให้ทานรักษาศีล พอจัมเปยยนาคราช ทำกาลกิริยาไปได้ ๗ วัน ก็จุติไปบังเกิดเหนือสิริไสยาสน์ ณ ห้องบรรทมในปราสาทที่อยู่ของจัมเปยยนาคราชนั้น สรีระร่างกายของพระบรมโพธิสัตว์ได้ปรากฏใหญ่โต มีวรรณะขาวราวกะพวงดอกมะลิสด
พระโพธิสัตว์เห็นดังนั้น ก็เกิดเศร้าใจคิดไปว่า อิสริยยศในฉกามาวจรสวรรค์ เป็นเสมือนข้าวเปลือกที่เขาโกยกองเก็บไว้ในฉาง ได้มีแก่เราด้วยผลแห่งกุศลที่เราทำไว้ เราสิกลับมาถือปฏิสนธิในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานนี้ ประโยชน์อะไรที่เราจะมีชีวิตอยู่ดังนี้แล้ว เกิดความคิดที่จะตาย
ลำดับนั้น นางนาคมาณวิกา ชื่อว่า สุมนา เห็นพระ มหาสัตว์นั้นแล้วดำริว่า ชะรอยจักเป็นสัตว์ผู้มีอานุภาพมากมาเกิดแน่ดังนี้แล้ว จึงให้สัญญาแก่นางนาคมาณวิกาทั้งหลาย นางนาคมาณวิกาเหล่านั้นทั้งหมด ต่างถือนานาดุริยสังคีต มากระทำการบำเรอขับกล่อมพระมหาสัตว์ นาคพิภพที่สถิตของพระมหาสัตว์นั้น ได้ปรากฏเสมือนพิภพแห่งท้าวสักกเทวราช มรณจิต (คือจิตที่คิดอยากตาย) ของพระมหาสัตว์ก็ดับหายไป
พระมหาสัตว์เจ้าละเสียซึ่งสรีระของงู ทรงประดับเครื่องสรรพาลังการ ประทับเหนือพระแท่นบรรทม นับนับแต่นั้นมา พระอิสริยยศก็ปรากฏแก่พระมหาสัตว์เจ้ามากมาย เมื่อพระมหาสัตว์เจ้าเสวยนาคราชสมบัติอยู่ในนาคพิภพนั้น ในเวลาต่อมา ก็เกิดความเดือดร้อนใจ คิดว่า ประโยชน์อะไรด้วยกำเนิดดิรัจฉานนี้แก่เรา เราจักอยู่ รักษาอุโบสถกรรม พ้นจากอัตภาพนี้ไปสู่ดินแดนมนุษย์ จักได้แทงตลอดสัจจธรรม กระทำที่สุดแห่งทุกข์ดังนี้
นับนับแต่นั้น ก็ทรงรักษาอุโบสถกรรมอยู่ในปราสาทนั้นทีเดียว พวกนางมาณวิกาตกแต่งกายงดงาม พากันไปยังสำนักของพระมหาสัตว์นั้น ศีลของพระมหาสัตว์ก็วิบัติทำลายอยู่เนือง ๆ นับแต่นั้น พระมหาสัตว์เจ้าจึงออกจากปราสาทไปสู่พระอุทยาน นางนาคมาณวิกาเหล่านั้น ก็ติดตามไปแม้ในพระอุทยาน อุโบสถศีลของพระมหาสัตว์ก็แตกทำลายอยู่ร่ำไป
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์เจ้าทรงจินตนาการว่า ควรที่เราจะออกจากนาคพิภพนี้ไปยังมนุษยโลกอยู่รักษาอุโบสถ นับแต่นั้นมา เมื่อถึงวันอุโบสถ พระองค์ก็ออกจากนาคพิภพไปยังมนุษยโลก ทรงประกาศสละร่างกายในทานมุขว่าใครจะมีความต้องการอวัยวะของเรามีหนังเป็นต้น ก็จงถือเอาเถิด ใครต้องการจะทำให้เราเล่นกีฬางู ก็จงกระทำเถิด แล้วคู้ขดขนดกายนอนรักษาอุโบสถอยู่ที่ยอดจอมปลวกใกล้มรรคา แถบปัจจันตชนบทแห่งหนึ่ง ชนทั้งหลายเดินผ่านไปมา ในหนทางใหญ่เห็นพระโพธิสัตว์เจ้าแล้ว พากันบูชาด้วยเครื่องสักการะมีของหอมเป็นต้นแล้วหลีกไป ชาวปัจจันตชนบทไปพบแล้วคิดว่า คงจักเป็นนาคราชผู้มีมหิทธานุภาพ จึงจัดทำมณฑปขึ้น เบื้องบน ช่วยกันเกลี่ยทรายรอบบริเวณ แล้วบูชาด้วยสักการะมีของหอมเป็นต้น นับแต่นั้นมา มนุษย์ทั้งหลายก็เลื่อมใสในพระมหาสัตว์เจ้า ทำการบูชา ปรารถนาบุตรบ้าง ปรารถนาธิดาบ้าง.
แม้พระมหาสัตว์เจ้าทรงรักษาอุโบสถกรรม ถึงวันจาตุททสี และ ปัณณรสี ดิถี ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ก็มานอนอยู่เหนือจอมปลวก ต่อในวันปาฏิบท แรมค่ำหนึ่ง จึงกลับไปสู่นาคพิภพ เมื่อพระมหาสัตว์เจ้ารักษาอุโบสถอยู่อย่างนี้ เวลาล่วงไปเนิ่นนาน อยู่มาวันหนึ่ง นางสุมนาอัครมเหสี ทูลถามพระมหาสัตว์ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ พระองค์เสด็จไปยังมนุษยโลก เข้าอยู่รักษาอุโบสถศีลนั้น ความจริง มนุษยโลกน่ารังเกียจ มีภัยรอบด้าน หากว่า ภัยจะพึงบังเกิดแก่พระองค์ เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกหม่อมฉันจะพึงรู้ได้ด้วยนิมิตอย่างไร ขอพระองค์จงตรัสบอกนิมิตอย่างนั้นแก่พวกหม่อมฉันด้วย เถิด
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์จึงนำนางสุมนาเทวีไปยังขอบสระมงคลโบกขรณี แล้วตรัสว่า ดูก่อนพระนางผู้เจริญ ถ้าหากใคร ๆ จักประหารทำให้เราลำบาก ไซร้ น้ำในสระโบกขรณีนี้จักขุ่นมัว ถ้าพญาครุฑจับเอาไป น้ำจักเดือดพลุ่งขึ้นมา ถ้าหมองูจับเอาไป น้ำจักมีสีแดงเหมือนโลหิต พระโพธิสัตว์ตรัสบอกนิมิต ๓ ประการแก่นางสุมนาเทวีอย่างนี้แล้ว ทรงอธิษฐานจาตุททสีอุโบสถ เสด็จออกจากนาคพิภพไปมนุษยโลก นอนเหนือจอมปลวก ยังจอมปลวกให้ งดงามด้วยรัศมีแห่งสรีรกาย แม้สรีรกายของพระมหาสัตว์นั้น ก็ปรากฏขาวสะอาด ผุดผาดดังพวงเงิน ท่อนพระเศียรเบื้องบนคล้ายคลุมไว้ด้วยผ้ากัมพลแดง อนึ่ง ในชาดกนี้ สรีรกายของพระโพธิสัตว์มีขนาดเท่าศีรษะคันไถ ในภูริทัตตชาดก มีขนาดเท่าลำขา ในสังขปาลชาดก มีขนาดเท่าเรือโกลนลำหนึ่ง.
กาลครั้งนั้น มีมาณพชาวเมืองพาราณสีคนหนึ่ง ไปเมืองตักกศิลา เรียนอาลัมภายนมนต์ ในสำนักของอาจารย์ทิศาปาโมกข์ เดินทางกลับบ้าน ของตน โดยผ่านมรรคานั้น เห็นพระมหาสัตว์เจ้าแล้วคิดว่า เราจักจับงูนี้ บังคับให้เล่นกีฬา ในคามนิคมราชธานีทั้งหลาย ยังทรัพย์ให้เกิดขึ้นดังนี้แล้ว จึงหยิบทิพโอสถ ร่ายทิพมนต์ไปยังสำนักของพระมหาสัตว์เจ้า นับแต่พระมหาสัตว์เจ้าสดับทิพมนต์แล้ว เกิดอาการเหมือนซี่เหล็กร้อนยอนเข้าไป ในพระกรรณทั้งสอง เบื้องพระเศียรปวดร้าวราวกะถูกเหล็กสว่านไช พระมหาสัตว์เจ้าทรงรำพึงว่า นี่อย่างไรกันหนอ จึงยกพระเศียรขึ้นจากวงภายในขนดแลไป ได้เห็นหมองูแล้วดำริว่า พิษของเรามากมาย ถ้าเราโกรธแล้วพ่นลมจมูกออกไป สรีระของหมองูนี้จักย่อยแหลกไปเหมือนกองเถ้า แต่เมื่อทำเช่นนั้น ศีลของเราก็จักด่างพร้อย เราจักไม่แลดูหมองูนั้น ท้าวเธอจึง หลับพระเนตรทั้งสอง ทอดพระเศียรไว้ภายในขนด
พราหมณ์หมองูเคี้ยวโอสถ แล้วร่ายมนต์พ่นน้ำลาย ลงที่สรีรกายของพระมหาสัตว์ ด้วยอานุภาพแห่ง โอสถและมนต์ เรือนร่างของพระมหาสัตว์ในที่ซึ่งถูกน้ำลายรดแล้ว ๆ ปรากฏเป็นเสมือนพองบวมขึ้น ครั้งนั้นพราหมณ์หมองู จึงฉุดหางพระมหาสัตว์ลากลงมาให้นอนเหยียดยาว บีบตัวด้วยไม้กีบแพะทำให้ทุพพลภาพ จับศีรษะให้มั่นแล้วบีบเค้น พระมหาสัตว์จึงอ้าปากออก ทีนั้นพราหมณ์หมองูจึงพ่นน้ำลายเข้าไปในปากของพระมหาสัตว์ แล้วจัดการพ่นโอสถและมนต์ทำลายพระทนต์จนหลุดถอน ปากของมหาสัตว์เต็มไปด้วยโลหิต พระมหาสัตว์สู้อดกลั้นทุกข เวทนาเห็นปานนี้ เพราะกลัวศีลของตัวจะแตกทำลาย ทรงหลับพระเนตรนิ่ง มิได้ทำการเหลียวมองดู
พราหมณ์หมองูนั้นยังคิดว่า เราจักทำนาคราชให้ทุพพลภาพดังนี้ จึงขึ้นเหยียบย่ำร่างกายของพระมหาสัตว์ตั้งแต่หางขึ้นไป คล้ายกับจะทำให้กระดูกแหลกละเอียดไป แล้วม้วนพับอย่างผืนผ้า ขยี้กระดูกให้ขยายเช่นอย่างคลายเส้นด้ายให้กระจาย จับหางทบทุบเช่นอย่างทุบผ้า สกลสรีรกายของพระมหาสัตว์แปดเปื้อนไปด้วยโลหิต พระมหาสัตว์นั้นสู้อดกลั้นมหาทุกขเวทนาไว้
ครั้นพราหมณ์หมองูรู้ว่า พระมหาสัตว์อ่อนกำลังลงแล้ว จึงเอาเถาวัลย์มาถักทำเป็นกระโปรง ใส่พระมหาสัตว์ลงไปในกระโปรงนั้นแล้ว นำไปสู่ปัจจันตคามให้เล่นท่ามกลางมหาชน พราหมณ์หมองูปรารถนาจะให้ แสดงท่วงทีอย่างใด ๆ ในประเภทสี มีสีเขียวเป็นต้น และสัณฐานทรวดทรง กลมหรือสี่เหลี่ยมเป็นต้น หรือขนาดเล็กใหญ่เป็นต้น พระมหาสัตว์เจ้าก็กระทำท่วงทีนั้น ๆ ทุกอย่าง ฟ้อนรำทำพังพานได้ตั้งร้อยอย่าง พันอย่าง มหาชน ดูแล้วชอบใจ ให้ทรัพย์แก่พราหมณ์เป็นอันมาก เพียงวันเดียวเท่านั้นได้ทรัพย์ตั้งพัน และเครื่องบริขารราคานับเป็นพัน
แต่ชั้นแรก พราหมณ์หมองูคิดไว้ว่า เราได้ทรัพย์สักพันหนึ่งแล้วก็จักปล่อยไป แต่ครั้นได้ทรัพย์จำนวน เท่านั้นแล้วคิดเสียว่า ในปัจจันตคามแห่งเดียว เรายังได้ทรัพย์ถึงขนาดนี้ ในสำนักพระราชาและมหาอำมาตย์ คงจักได้ทรัพย์มากมาย จึงซื้อเกวียนเล่มหนึ่ง กับยานสำหรับนั่งสบายเล่มหนึ่ง บรรทุกของลงในเกวียนแล้วนั่งบนยานน้อย พร้อมด้วยบริวารเป็นอันมาก บังคับพระมหาสัตว์ให้เล่นในบ้านและนิคม เป็นต้น โดยลำดับไป แล้วคิดว่า เราจักให้นาคราชเล่นถวายในสำนักของพระเจ้าอุคคเสนแล้วก็จักปล่อยดังนี้ แล้วก็เดินทางต่อไป
พราหมณ์หมองู ฆ่ากบนำมาให้นาคราชกินเป็นอาหาร นาคราชรำพึงว่า พราหมณ์หมองูนี้ ฆ่ากบอยู่บ่อยๆ เพราะอาศัยเราเป็นเหตุ เราจักไม่บริโภคกบนั้น แล้วไม่ยอมบริโภค เมื่อพราหมณ์หมอดูรู้ดังนั้น ได้ให้ข้าวตอกเคล้าน้ำผึ้งแก่พระมหา สัตว์ พระมหาสัตว์คิดว่า ถ้าหากเราจักถือเอาอาหารนี้ไซร้ เราคงจักตาย ภายในกระโปรงเป็นมั่นคง จึงมิได้บริโภคอาหารแม้เหล่านั้น
พราหมณ์หมองู ไปถึงพระนครพาราณสีแล้ว ให้พระมหาสัตว์เล่นให้คนดูที่ใกล้ประตูเมือง ได้ทรัพย์สินอีกเป็นจำนวนมาก แม้พระราชาก็ตรัสสั่งให้พราหมณ์หมองูเข้าเฝ้า แล้วตรัสว่า เจ้าจงให้งูเล่นให้เราดูบ้าง เขาทูลสนองพระราชโองการ ว่าได้พะย่ะค่ะ ข้าพระพุทธเจ้าจักให้เล่นถวายพระองค์ ในวันปัณณรสี พรุ่งนี้
พระราชาตรัสสั่งให้พนักงานเภรีตีกลองประกาศว่า พรุ่งนี้ นาคราชจักฟ้อนรำที่หน้าชานชาลาหลวง มหาชนจงมาประชุมกันดูเถิด แล้วในวันรุ่งขึ้น ตรัสสั่ง ให้ประดับตกแต่งชานชาลาหลวง และตรัสสั่งให้พราหมณ์หมองูมาเฝ้า พราหมณ์ หมองูนำพระมหาสัตว์มาด้วยกระโปรงแก้ว ตั้งกระโปรงไว้ที่พื้นลาดอันวิจิตร นั่งคอยอยู่ ฝ่ายพระราชาเสด็จลงจากปราสาท แวดล้อมด้วยหมู่มหาชน ประทับนั่งเหนือพระราชอาสน์ พราหมณ์หมองู นำพระมหาสัตว์ออกมาแล้ว ให้ฟ้อนรำถวาย มหาชนพากันดีใจ ไม่อาจดำรงตนอยู่ได้ตามปกติ พากันปรบมือ โบกธงโบกผ้า แสดงความรื่นเริงนับด้วยหมื่นแสน ฝนรัตนะเจ็ดประการ ก็ตกลงมาตรงเบื้องบนพระโพธิสัตว์ เมื่อพระมหาสัตว์ถูกจับมานั้น ครบหนึ่งเดือนเต็มบริบูรณ์ ตลอดเวลาเหล่านี้ พระมหาสัตว์สู้ทน มิได้บริโภคอาหารเลย.
ฝ่ายนางสุมนาเทวีระลึกถึงว่า สามีที่รักของเราเสด็จไปนานนักหนา จนป่านนี้ยังไม่เสด็จมาที่นี่เลย ครบหนึ่งเดือนพอดี จักมีเหตุเภทภัยอะไรหนอ ดังนี้แล้วจึงไปตรวจดูสระโบกขรณี เห็นมีน้ำสีแดงดังโลหิต ก็ทราบว่าชะรอย สามีของตนจักถูกหมองูจับเอาไป จึงออกจากนาคพิภพไปตรวจดูใกล้จอมปลวก เห็นร่องรอยที่พระมหาสัตว์ถูกหมองูจับ และทำให้ลำบาก แล้วทรงกันแสงร่ำไห้คร่ำครวญ ดำเนินไปยังปัจจันตคามสอบถามดู สดับข่าวความเป็นไปนั้นแล้ว ติดตามไปจนถึงเมืองพาราณสี ยืนกันแสงอยู่ที่กลางอากาศ ในท่าม กลางบริษัท ณ ประตูพระราชวัง พระมหาสัตว์กำลังฟ้อนรำถวายพระราชา อยู่นั่นแหละ เหลือบแลดูอากาศ เห็นนางสุมนาเทวีแล้วละอายพระทัยเลื้อยเข้าไปนอนขดในกระโปรงเสีย ในเวลาที่พระมหาสัตว์เลื้อยเข้าไปสู่กระโปรง แล้ว พระราชาทรงพระดำริว่า นี่เหตุอะไรกันเล่าหนอ? จึงทอดพระเนตร แลดูทางโน้นทางนี้ เห็นนางสุมนาเทวียืนอยู่บนอากาศ จึงตรัสถามว่า
ท่านเป็นใคร งามผ่องใสดุจสายฟ้า และอุปมาเหมือนดาวประจำรุ่ง เราไม่รู้จักท่านว่า เป็นเทวดาหรือคนธรรพ์ หรือเป็นหญิงมนุษย์.
(นางสุมนาทูลว่า) ข้าแต่พระมหาราชา หม่อมฉันหาใช่เทพธิดา หญิงคนธรรพ์ หรือหญิงมนุษย์ไม่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันเป็นนางนาคกัญญา อาศัยเหตุอย่างหนึ่ง จึงได้มาในพระนครนี้.
(พระราชาตรัสถามว่า) ดูก่อนนางนาคกัญญา ท่านมีอาการเหมือนคนมีจิตฟั่นเฟือน มีอินทรีย์อันเศร้าหมอง ดวงเนตรของท่านไหลนองไปด้วยหยาดน้ำตา อะไรของท่านหาย หรือว่าท่านปรารถนาอะไรจึงได้มาในเมืองนี้ เชิญท่านบอกมาเถิด.
(นางสุมนาทูลตอบว่า) ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชาชน มหาชนชาวโลกเรียกร้องสัตว์ใดว่าอุรคชาติ ผู้มีเดชอันสูงในมนุษยโลก เขาเรียกสัตว์นั้นว่านาค บุรุษคนนี้จับนาคนั้นมา เพื่อต้องการเลี้ยงชีพ นาคนั้นแหละเป็นสามีของหม่อมฉัน ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดปล่อยนาคนั้นเสียจากที่คุมขังเถิด เพคะ.
(พระราชาตรัสถามว่า) ดูก่อนนางนาคกัญญานาคราชนี้ประกอบด้วยกำลังอันแรงกล้า ไฉนจึงมาถึงเงื้อมมือของชายวณิพกได้เล่า เราจะใคร่รู้ถึงการที่นาคราชถูกกระทำจนถูกจับมาได้ ขอท่านจงบอกความข้อนั้นแก่เราเถิด.
นางสุมนาเทวีกราบทูลว่า นาคราชภัสดา ของหม่อมฉันนี้ ทำความเคารพพระธรรมคือเบญจศีล และพระธรรมคือการ อยู่รักษาอุโบสถ เพราะฉะนั้น แม้ถูกบุรุษนี้จับมา ถึงแม้พระยานาค จะคิดว่า หากเราจะพ่นลมหายใจลงเบื้องบนบุรุษนี้ไซร้ เขาก็จักแหลกละเอียด ไปเหมือนกองเถ้า เมื่อเป็นเช่นนั้น ศีลของเราก็จักแตกทำลาย เพราะกลัว ศีลจะแตกทำลาย จึงสู้อุตส่าห์บากบั่นอดกลั้นความทุกข์นั้นไว้ ตั้งใจทำตบะ คือกระทำความเพียรอย่างเดียวเท่านั้น.
พระราชาตรัสถามต่อไปอีกว่า ไฉนนาคราชจึงยอมให้บุรุษนี้จับมา ได้เล่า ลำดับนั้น นางสุมนาเทวีเมื่อจะกราบทูลให้พระราชาทรงทราบ จึง กล่าวคาถาความว่า
ข้าแต่องค์ราชันย์ นาคราชนี้ มีปกติรักษาจาตุททสีอุโบสถ และปัณณรสีอุโบสถ นอนอยู่ใกล้ทางสี่แพร่ง บุรุษหมองูจับนาคราชนั้นมาด้วยต้องการหาเลี้ยงชีพ นาคราชนี้เป็นสามีของหม่อมฉัน ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดปล่อยนาคราชนั้นจากที่คุมขังเถิด.
ก็แลครั้นนางนาคกัญญาสุมนาเทวีทูลอย่างนี้แล้ว เมื่อจะทูลอ้อนวอน พระราชาซ้ำอีก ได้กล่าวคาถาสองคาถา ความว่า
สนมนารีถึงหมื่นหกพันนาง ล้วนสวมใส่กุณฑลแก้วมณี บันดาลห้วงวารีทำเป็นห้องไสยาสน์ แม้สนมนารีเหล่านั้น ก็ยึดถือนาคราชนั้นเป็นที่พึ่ง.ขอพระองค์ ได้ทรงพระกรุณาโปรดปล่อยนาคราชนั้นโดยธรรม ปราศจากกรรมอันสาหัส ด้วยบ้านส่วยร้อยบ้าน ทองร้อยแท่ง และโคร้อยตัว ขอนาคราชผู้แสวงบุญ จงเหยียดกายได้ตรงเที่ยวไป จงพ้นจากที่คุมขังเถิด.
ลำดับนั้น พระราชาได้ตรัสพระคาถา ๓ คาถา ความว่า
เราจะปล่อยนาคราชนี้ไปโดยธรรม ปราศจากกรรมอันสาหัส ด้วยบ้านส่วยร้อยบ้าน ทองคำร้อยแท่งโคร้อยตัว นาคราชผู้ต้องการบุญ จงเหยียดกายตรงเที่ยวไป จงพ้นจากที่คุมขัง.
ดูก่อนลุททกพราหมณ์ เราจะให้ทอง ๑๐๐ แท่งกุณฑลแก้วมณีราคามาก บัลลังก์สี่เหลี่ยม สีดังดอกผักตบ ภรรยารูปงามสองคน และโคอุสุภะ ๑๐๐ ตัวแก่ท่าน ขอนาคราชผู้ต้องการบุญ จงเหยียดกายตรงเที่ยวไป จงพ้นจากที่คุมขังเถิด.
ลำดับนั้น ลุททกพราหมณ์กราบทูลพระราชาว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชาชน แม้จะมิทรงพระราชทานสิ่งไรเลย เพียงแต่ตรัสสั่งให้ปล่อยเท่านั้นข้าพระพุทธเจ้าก็จะปล่อยนาคราชนั้นจากที่คุมขังทันที ขอนาคราชผู้ต้องการบุญจงเหยียดกายตรงเที่ยวไป.
ก็แลครั้นลุททกพราหมณ์กราบทูลอย่างนี้แล้ว ก็นำพระมหาสัตว์ออก จากกระโปรง นาคราชออกมาแล้ว เลื้อยเข้าไประหว่างกองดอกไม้ ละอัตภาพ นั้นเสียแล้ว กลายเพศเป็นมาณพน้อย ตบแต่งร่างกายด้วยเครื่องประดับอันงดงาม คล้ายกับชำแรกดินออกมายืนอยู่ฉะนั้น นางสุมนาเทวีลอยมาจาก อากาศ ยืนเคียงข้างพระภัสดาของตน นาคราชได้ยืนประคองอัญชลี นอบน้อมพระราชาอยู่.แล้วจึงกราบทูลพระราชาว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมนรชน จัมเปยยนาคพิภพ อันเป็นนิเวศน์ของข้าพระพุทธเจ้าเป็นรมณียสถาน ควรที่จะดูจะเห็น ข้าพระพุทธเจ้าประสงค์จะแสดงพิภพนั้น เพื่อทรงทอดพระเนตร ขอเชิญพระองค์ พร้อมทั้งพลพาหนะ เสด็จไปทอดพระเนตรเถิด พระเจ้าข้า.
พระราชาตรัสตอบว่า ดูก่อนนาคราช แท้จริงคนทั้งหลายเขากล่าวถึงเหตุที่มนุษย์จะพึงคุ้นเคยกับอมนุษย์ว่า พึงคุ้นเคยกันได้ยาก ถ้าท่านขอร้องเราถึงเรื่องนั้น เราก็อยากจะไปดูนิเวศน์ของท่าน.ก็แต่เรา ยังไม่วางใจเชื่อเธอได้
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์เมื่อจะทำสัตย์สาบาน เพื่อให้พระราชาทรง เชื่อถือ ได้ตรัสว่า
ข้าแต่พระราชา แม้ถึงว่า ลมจะพึงพัดภูเขาไปได้ก็ดี พระจันทร์และพระอาทิตย์ จะพึงเผาผลาญแผ่นดินก็ดี แม่น้ำทุกสายพึงไหลทวนกระแสก็ดี ถึงกระนั้น ข้าพระพุทธเจ้า ก็จะไม่กล่าวคำเท็จเลย.
ข้าแต่พระราชา ท้องฟ้าจะทำลายไป ทะเลจะเหือดแห้งไป มหาปฐพีมีนามว่า ภูตธราและพสุนธราจะพึงม้วนได้ เมรุบรรพตอันหนาแน่นด้วยศิลา จะพึงถอนไปทั้งราก ถึงกระนั้น ข้าพระพุทธเจ้า ก็จะไม่กล่าวคำเท็จเลย.
เมื่อพระมหาสัตว์กราบทูลอย่างนี้แล้ว พระราชาก็มิได้ทรงเชื่อ จึงตรัสซ้ำอีกว่า
ดูก่อนนาคราช แท้จริงคนทั้งหลายเขากล่าวถึงเหตุที่มนุษย์จะพึงคุ้นเคยกับอมนุษย์ว่า พึงคุ้นเคยกันได้ยาก ถ้าท่านขอร้องเราถึงเรื่องนั้น เราก็อยากจะไปดูนิเวศน์ของท่าน.ก็แต่เรา ยังไม่วางใจเชื่อเธอได้
และเมื่อจะประกาศกำชับว่า เธอควรจะรู้จักคุณที่เราทำแล้วแก่เธอ ส่วนตัวเราเอง ย่อมรู้สิ่งที่ควรเชื่อหรือไม่ควรเชื่อได้ดังนี้ จึงตรัสว่า
เธอเป็นผู้มีพิษร้ายแรงยิ่ง มีเดชมาก ทั้งโกรธง่ายเธอหลุดพ้นจากที่คุมขังไปได้ ก็เพราะเหตุที่เราช่วยเหลือ เธอควรจะรู้บุญคุณที่เราทำไว้แก่เธอ.
พระมหาสัตว์ เมื่อจะทำสัตย์สาบาน เพื่อให้พระราชาทรงเชื่อต่อไป จึงกล่าวว่า
ข้าพระพุทธเจ้าถูกคุมขังอยู่ในกระโปรงเกือบจะถึงความตาย จักไม่รู้จักอุปการคุณที่พระองค์ทรงกระทำแล้วเช่นนั้น ก็ขอให้ข้าพระพุทธเจ้าจงหมกไหม้อยู่ในนรก อันแสนร้ายกาจ อย่าได้รับความสำราญกายสักหน่อยหนึ่งเลย.
ลำดับนั้น พระราชาทรงเชื่อถ้อยคำของพระมหาสัตว์ เมื่อจะทรงชมเชย จึงตรัสว่า
คำปฏิญาณของเธอนั้น จงเป็นคำสัตย์จริง เธออย่าได้มีความโกรธ อย่าผูกโกรธไว้ อนึ่ง ขอสุบรรณทั้งหลายจงละเว้นนาคสกุลของท่านทั้งมวล เหมือนผู้ละเว้นจากไฟในฤดูร้อนฉะนั้น.
แม้พระมหาสัตว์เจ้า เมื่อจะชมเชยพระราชา จึงกล่าวคาถานอกนี้ ความว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชาชน พระองค์ทรงเอ็นดูนาคสกุล เหมือนมารดาผู้เอ็นดูบุตรคนเดียวผู้เป็นสุดที่รักฉะนั้น ข้าพระพุทธเจ้ากับนาคสกุลจะขอกระทำเวยยาวฏิกกรรม อย่างโอฬารแด่พระองค์.
พระราชาทรงสดับคำของนาคราชแล้ว มีพระประสงค์จะเสด็จไปนาคพิภพ เมื่อจะตรัสสั่งให้ทำการตระเตรียมพลเสนาที่จะเสด็จไป จึง ตรัสพระคาถา ความว่า
เจ้าพนักงานรถ จงตระเตรียมราชรถอันงามวิจิตรจงเทียมอัสดรอันเกิดในกัมโพชกรัฐ ซึ่งฝึกหัดอย่างดีแล้ว และเจ้าพนักงานช้างจงผูกช้างตัวประเสริฐทั้งหลาย ให้งามไปด้วยสุวรรณหัตถาภรณ์ เราจะไปดูนิเวศน์แห่งท้าวนาคราช.
คาถานอกนี้ต่อไป เป็นพระคาถาอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในกาล เมื่อพระองค์ตรัสรู้แล้ว ความว่า
ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย พระเจ้าพาราณสี แวดล้อมด้วยเหล่าสนมนารีหมื่นหกพันนาง เป็นบริวาร เสด็จไปสู่นาคพิภพ แต่พระนครพาราณสีท่ามกลางหมู่สนมนารีนั้น เสด็จดำเนินไปงดงามยิ่งนัก.
ในกาลเมื่อพระเจ้าพาราณสี เสด็จออกจากพระนครไป พระมหาสัตว์เจ้า ทรงบันดาลนาคพิภพให้ปรากฏมีกำแพงแก้ว ๗ ประการ และประตู ป้อมคู หอรบ แล้วนิรมิตมรรคาที่จะเสด็จไปยังนาคพิภพ ให้ประดับตกแต่งด้วยเครื่องประดับงดงาม ด้วยอานุภาพของตน พระราชาพร้อมด้วยราชบริพาร เสด็จเข้าไปยังนาคพิภพโดยมรรคานั้น ได้ทอดพระเนตรเห็นภูมิภาคและปราสาทราชวัง น่ารื่นเริงบันเทิงพระทัย.
พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า
พระเจ้ากรุงกาสีวัฒนราช ได้ทอดพระเนตรเห็นภูมิภาคอันงามวิจิตรลาดแล้วด้วยทรายทอง ทั้งสุวรรณปราสาทก็ปูลาดไปด้วยแผ่นกระดานแก้วไพฑูรย์ พระองค์เสด็จเข้าไปสู่นิเวศน์ ของจัมเปยยนาคราชมีรัศมีโอภาสดังแสงอาทิตย์แรกอุทัย รุ่งเรืองไปด้วยรัศมีประหนึ่งสายฟ้าในกลุ่มเมฆ.
พระเจ้ากาสิกราช ทรงทอดพระเนตรจนทั่วนิเวศน์ ของจัมเปยยนาคราช อันดารดาษไปด้วยพฤกษชาตินานาชนิด หอมฟุ้งขจรไป ด้วยทิพยสุคนธ์อบอวลล้วนวิเศษ.
เมื่อพระเจ้ากาสิกราช เสด็จเข้าไปในนิเวศน์ของท้าวจัมเปยยนาคราช เหล่าทิพยดนตรี ก็ประโคมขับบรรเลง ทั้งนางนาคกัญญาทั้งหลายก็ฟ้อนรำขับร้อง.พระเจ้ากาสิกราช เสด็จขึ้นนิเวศน์ ซึ่งมีหมู่นางนาคกัญญาตามเสด็จ ทรงพอพระทัย ประทับนั่งณ พระสุวรรณแท่นทอง อันมีพนักไล้ทาด้วยแก่นจันทน์ทิพย์.
เมื่อพระเจ้ากาสิกราช ประทับนั่งบนบัลลังก์แล้ว พนักงานชาวเครื่องวิเสท ก็เชิญเครื่องทิพย์อันสมบูรณ์ด้วยรสโอชานานาประการ น้อมเข้าไปถวาย และเชิญไปเลี้ยงดู เหล่าสนมนารีหมื่นหกพันนาง พร้อมทั้งราชบริษัทที่เหลือ พระเจ้าพาราณสีพร้อมด้วยราชบริษัททรงเสวยข้าวน้ำอันเป็นทิพย์เป็นต้น เพลิดเพลินเจริญใจด้วยทิพยกามคุณและประทับ ณ สุขไสยาสน์ ประมาณได้เจ็ดวัน ทรงสรรเสริญอิสริยยศของพระมหาสัตว์ แล้วตรัสถามว่า ดูก่อนท่านนาคราช ก็เพราะเหตุไรหรือ ท่านจึงละสมบัติเห็นปานนี้ ไปนอนอยู่รักษาอุโบสถศีล ณ จอมปลวกในมนุษยโลก ฝ่ายพระมหาสัตว์เจ้าก็ทูลเล่าถวายให้ทรงทราบ.ดังนี้
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชาชน ข้าพระพุทธเจ้าบำเพ็ญตบธรรมเพราะเหตุแห่งบุตร ทรัพย์ หรือแม้เพราะเหตุแห่งอายุก็หาไม่แต่เพราะข้าพระพุทธเจ้า ปรารถนากำเนิดมนุษย์ ฉะนั้นจึงได้บากบั่นมุ่งมั่นบำเพ็ญสมณธรรม.
เมื่อพระมหาสัตว์กราบทูลอย่างนี้แล้ว พระราชาเมื่อจะทรงทำการชมเชย จึงตรัสพระคาถาความว่า
ท่านมีดวงเนตรแดง มีรัศมีส่องแสงสว่างประดับตกแต่งแล้ว ปลงเกศาและมัสสุแล้ว ประพรมด้วยจุรณจันทน์แดง ฉายแสงไปทั่วทิศ ดังคนธรรพราชฉะนั้น ท่านเป็นผู้ประกอบด้วยเทวฤทธิ์ มีอานุภาพมาก เพรียบพร้อมไปด้วยสรรพกามารมณ์ ดูก่อนท่านนาคราช เราขอถามเนื้อความนี้กะท่าน มนุษยโลกประเสริฐกว่านาคพิภพด้วยเหตุไร.
ลำดับนั้น พระยานาคราช เมื่อจะกราบทูลให้พระราชาทรงทราบ จึง กราบทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชาชน เว้นมนุษยโลกเสียแล้ว ความบริสุทธิ์ กล่าวคืออมตนฤพานก็ดีหรือความสำรวมระวังในศีลก็ดี ย่อมไม่มีเลย ข้าพระพุทธเจ้าบำเพ็ญตบธรรม ด้วยตั้งใจว่าเราได้กำเนิดมนุษย์แล้ว จักทำที่สุดแห่งชาติและมรณะได้.
พระราชาทรงสดับคำนั้นแล้ว ตรัสพระคาถาความว่า
ชนเหล่าใด มีปัญญาเป็นพหูสูต ตรึกตรองเหตุการณ์ถี่ถ้วนมาก ชนเหล่านั้นควรคบหาแท้ทีเดียว ดูก่อนพระยานาคราช เราได้เห็นนางนาคกัญญาทั้งหลายของท่านและตัวท่านแล้ว จักทำบุญให้มาก.
ลำดับนั้น พระยานาคราชกราบทูลพระราชาว่า
ชนเหล่าใด มีปัญญาเป็นพหูสูต ตรึกตรองเหตุการณ์ถี่ถ้วนมาก ชนเหล่านั้นควรคบหาแท้ทีเดียวข้าแต่พระมหาราชา พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นนางนาคกัญญา และตัวข้าพระพุทธเจ้าแล้ว ขอจงบำเพ็ญบุญให้มากเถิด.
ครั้นพระมหาสัตว์กราบทูลอย่างนี้แล้ว พระเจ้าอุคคเสนะ ทรงมีพระประสงค์จะเสด็จกลับไปยังมนุษยโลก จึงตรัสอำลาว่า ดูก่อนท่านนาคราช เรามาอยู่ก็เป็นเวลานาน จำจักต้องลากลับไปยังมนุษยโลก.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์เจ้าจึงทูลท้าวเธอว่า ขอเดชะ พระมหาราชเจ้า ถ้าเช่นนั้นพระองค์โปรดเลือกถือเอาทรัพย์สมบัติไปตามพระประสงค์เถิด เมื่อจะทรงแสดงทรัพย์สมบัติ จึงกราบทูลว่า
กองเงินและกองทอง ของข้าพระพุทธเจ้านี้มากมาย สูงประมาณเท่าต้นตาล พระองค์จงตรัสสั่งให้พวกราชบุรุษขนไปจากนาคพิภพนี้ แล้วจงตรัสสั่งให้สร้างพระราชวังด้วยทองคำ ให้สร้างกำแพงด้วยเงินเถิด.
นี้กองแก้วมุกดา อันเจือปนด้วยแก้วไพฑูรย์ห้าพันเล่มเกวียน พระองค์จงตรัสสั่งให้ราชบุรุษขนไปจากนาคพิภพนี้ แล้วให้ลาดลง ณ ภูมิภาคภายในพระราชฐาน ภูมิภาคภายในพระราชฐานก็จักสะอาดปราศจากเปลือกตมและละอองธุลี
ขอเดชะพระองค์ผู้เป็นราชาอันประเสริฐ ผู้ทรงพระปรีชาอันล้ำเลิศขอพระองค์โปรดเสวยราชสมบัติ ครอบครองพระนครพาราณสี อันมั่งคั่งสมบูรณ์ สง่างามล้ำเลิศ ดุจทิพยวิมานเห็นปานฉะนี้เถิด พระเจ้าข้า.
พระราชาทรงสดับถ้อยคำของพระมหาสัตว์แล้วก็ทรงรับไว้ พระมหาสัตว์จึงให้พนักงานเภรี เที่ยวตีกลองประกาศว่า ราชบุรุษทั้งปวงจงพากัน ขนเอาทรัพย์สมบัติ มีเงินทองเป็นต้นไปตามปรารถนาเถิด แล้วเอาเกวียน หลายร้อยเล่มบรรทุกทรัพย์สมบัติ ส่งถวายพระราชา พระราชาเสด็จออกจากนาคพิภพ กลับไปสู่พระนครพาราณสี ด้วยยศบริวารเป็นอันมาก เล่ากันว่า นับแต่นั้นมาพื้นชมพูทวีปจึงเกิดมีเงินมีทองขึ้น.
พระบรมศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงตรัสว่า บัณฑิตแต่ครั้งโบราณทั้งหลาย ละนาคสมบัติแล้ว อยู่รักษาอุโบสถศีล ด้วยอาการอย่างนี้ แล้วทรงประชุมชาดกว่า หมองูในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระเทวทัต ในบัดนี้ นางนาคกัญญาสุมนาเทวี ได้มาเป็นราหุลมารดา พระเจ้าอุคคเสนราช ได้มาเป็นพระสารีบุตร ส่วนจัมเปยยนาคราช ได้มาเป็นเราผู้ตถาคตฉะนี้แล.

พญานกแขกเต้ายอดกตัญญู นิทานชาดก



พญานกแขกเต้ายอดกตัญญู

ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถีทรงปรารภภิกษุผู้เลี้ยงโยมหญิงอุปัฏฐากรูปหนึ่ง ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า…
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ หมู่บ้านพราหมณ์ชื่อสาลินทิยะ ในเมืองราชคฤห์ โกลิยพราหมณ์มีไร่ข้าวสาลีประมาณ ๑,๐๐๐ ไร่ มอบให้ลูกจ้างกั้นรั้วดูแลรักษาอยู่ทั้งกลางวันกลางคืน ในที่ไม่ไกลจากไร่นั้น ภูเขาลูกหนึ่งไป มีป่างิ้วใหญ่อยู่แห่งหนึ่ง พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพญานกแขกเต้ามีบริวารหลายร้อยตัวอาศัยอยู่ในป่างิ้วนั้น พญานกแขกเต้ามีพ่อแม่ที่แก่เฒ่าอยู่คู่หนึ่งเมื่อพาบริวารออกหากินอิ่มแล้ว ก็จะคาบอาหารกลับมาให้พ่อแม่กินด้วยเป็นประจำ
อยู่มาวันหนึ่ง พวกนกแขกเต้าบอกว่า “ปีก่อนฤดูนี้ชาวบ้านจะปลูกข้าวสาลีไว้ที่ไร่ฝั่งโน้น ปีนี้จะยังทำอยู่หรือไม่หนอ” พญานกแขกเต้าจึงใช้ให้นกแขกเต้า ๒ ตัวไปสืบดูก่อน ไม่นานนักนก ๒ ตัวนั้นกลับมาพร้อมกับรวงข้าวสาลีพร้อมกับรายงานว่ามีข้าวสาลีอยู่เต็มไร่

วันรุ่งขึ้น พญานกแขกเต้าจึงพาบริวารบินไปลงกินข้าวสาลีในไร่นั้น คนเฝ้าไร่พยายามวิ่งไล่นกให้หนีไปก็ทำไม่สำเร็จ พญานกแขกเต้ากินอิ่มแล้ว ก็คาบรวงข้าวสาลีไปด้วย ตั้งแต่วันนั้นมานกแขกเต้าก็พากันลงกินข้าวสาลีในไร่นั้นเป็นประจำ จนข้าวสาลีถูกทำลายไปเป็นไร่ คนเฝ้าไร่จึงนำเรื่องไปบอกโกลิยพราหมณ์ให้ทราบว่า “เจ้านาย..ผมไล่มันไม่ไหวแล้วละ ขอคืนไร่ให้ท่านจ้างคนอื่นไปดูแลแทน นกแขกเต้านับร้อยตัว มีนกแขกเต้าคอแดงเท้าแดงตัวหนึ่งนำมา เมื่อขากลับมันยังคาบข้าวสาลีไปอีกด้วย” “เจ้าสามารถจับมันเป็นๆ ได้ไหมล่ะ” เมื่อเขารับคำว่า “ได้ขอรับ” จึงบอกว่า “ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็ไม่ต้องออกละ ความเสียหายของข้าวสาลีข้าไม่ว่า ขอเพียงเจ้าจับมันมาให้ได้ก็แล้วกัน”
คนเฝ้าไร่รับคำแล้วสบายใจที่เจ้านายไม่ด่าว่า จึงทำบ่วงดักไว้แต่เช้าตรู่แล้วเข้ากระท่อมแอบดูอยู่ ไม่นานพญานกแขกเต้าก็พาบริวารมาลงกินข้าวสาลีเช่นเคยและได้ติดบ่วงที่เขาดักไว้ตั้งแต่แรกลงแต่ก็ต้องอดทนไว้ไม่ร้องอะไรออกมาด้วยเกรงว่าบริวารจะแตกตื่นไม่ได้กินข้าว พอรู้ว่านกทุกตัวกินอิ่มแล้วจึงร้องขึ้น ๓ ครั้ง ฝูงนกได้แตกตื่นบินหนีขึ้นไป ทิ้งไว้แต่พญานกแขกเต้าตัวเดียว
คนเฝ้าสวนพอได้ยินเสียงนกแขกแตกตื่นขึ้น ออกจากกระท่อมมาดูเห็นพญานกแขกเต้าติดบ่วงของตน ก็ดีใจจับมัดขาแล้วนำไปให้พราหมณ์ผู้เป็นเจ้าของไร่
โกลิยพราหมณ์จับพญานกแขกเต้าด้วยสองมือวางไว้บนตักด้วยความเอ็นดูถามมันว่า “เจ้านกแขกเต้า ท้องของเจ้าคงจะใหญ่กว่านกตัวอื่นกระมัง เจ้าจึงคาบข้าวสาลีข้าไปมากมาย เจ้าทำฉางข้าวไว้ที่ป่างิ้ว หรือว่าเจ้ากับเรามีเวรแก่กัน”
พญานกแขกเต้าพูดเป็นภาษามนุษย์ที่ไพเราะว่า “ข้าพเจ้ากับท่านไม่ได้มีเวรแก่กัน ฉางของข้าพเจ้าก็ไม่มี ข้าพเจ้านำข้าวสาลีไปเพื่อเปลื้องหนี้ีเก่า ให้เขากู้หนี้ใหม่ แล้วฝังขุมทรัพย์ไว้”
พราหมณ์ “การเปลื้องหนี้เก่า กู้หนี้และวิธีฝังขุมทรัพย์ของท่านเป็นอย่างไร?”
พญานกแขกเต้า “ข้าพเจ้านำข้าวสาลีไปมอบให้บิดามารดาผู้แก่เฒ่าเพื่อเปลื้องหนี้เก่าที่ท่านเลี้ยงข้าพเจ้ามา มอบข้าวสาลีให้ลูกน้อยเพื่อกู้หนี้เมื่อเขาเติบโตแล้วจะได้เลี้ยงข้าพเจ้าตอบ และให้แก่นกผู้พิการทุพพลภาพออกไปหากินไม่ได้ บุญที่ให้ข้าวสาลีแก่นกเหล่านั้น เป็นการฝังขุนทรัพย์ไว้”
พราหมณ์พอฟังจบแล้วมีจิตเลื่อมใสยิ่งนักจึงพูดว่า “เจ้าดีจริง ๆ เป็นนกมีคุณธรรม ยอดกตัญญู มนุษย์บางคนยังไม่มีคุณธรรมเหมือนกับเจ้าเลย ข้าขอยกข้าวสาลีทั้งหมดให้เจ้าและพวกญาติได้กินเป็นอาหารอย่างเพียงพอเลยนะ” ว่าแล้วก็แก้เชือกที่ขาพญานกแขกเต้าทาน้ำมันให้แล้วนำข้าวคลุกน้ำผึ้งมาเลี้ยงพญานกนั้น
พญานกแขกเต้าให้โอวาทพราหมณ์ว่า “พราหมณ์ ขอท่านจงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด ให้ทานเลี้ยงดูมารดาบิดาผู้แก่เฒ่าเถิด” กล่าวจบก็คืนไร่ข้าสาลีแก่พราหมณ์ ขอรับไว้เพียง ๘ ไร่เท่านั้นแล้วบินกลับคืนป่างิ้วไป
เมื่อกลับถึงป่างิ้วพญานกแขกเต้ารับวางรวงข้าวสาลีไว้ต่อหน้าบิดามารดาผู้ลุกขึ้นหัวเราะยินดีได้ทั้งน้ำตานองหน้า ฝูงนกแขกเต้าต่างเข้ามาแสดงความยินดีได้ทั้งน้ำตานองหน้า ฝูกนกแขกเต้าต่างเข้ามาแสดงความยินดีด้วยและถามเป็นเสียงเดียวกันว่า “ท่านรอดมาได้อย่างไร ? ขอรับนาย” พญานกแขกเต้าจึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฝูกนกฟัง
ฝ่ายโกลิยพราหมณ์ก็ตั้งอยู่ในโอวาทของพญานกแขกเต้าตั้งโรงบริจากทานแก่สมณพราหมณ์ผู้ทรงธรรมและผู้ยากจนทั่วไปประพฤติธรรมจนตราบสิ้นชีวิต
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : บุตรธิดาควรเลี้ยงดูบิดามารดายามแก่ชรา เพื่อปลดเปลื้องหนี้ที่ตนเคยได้รับการเลี้ยงดูจากท่านในวัยเด็ก


ราชสีห์ 8 พี่น้อง นิทานชาดก



ราชสีห์ 8 พี่น้อง



          ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน เมืองเวสาลี ทรงปรารถลูกชายของช่างตัดผม ชาวเมืองเวสาลีคนหนึ่ง กลั้นใจตายเพราะไม่สมหวังในความรัก ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นราชสีห์ มีน้องชาย ๖ ตัวและน้องสาว ๑ ตัว อาศัยอยู่ในถ้ำทองแห่งหนึ่งในป่าหิมพานต์ในที่ไม่ไกลจากถ้ำทองนั้นมีถ้ำแก้วผลึกอยู่ถ้ำหนึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่ง ต่อมาเมื่อพ่อแม่ของราชสีห์ได้ตายลง ราชสีห์ผู้ที่พี่จึงให้ราชสีห์น้องสาวอยู่เฝ้าถ้ำส่วนพวกตนออกหาอาหาร เมื่อได้อาหารแล้วก็จะพากันกินส่วนหนึ่ง นำอาหารอีกส่วนหนึ่งมามอบให้น้องสาวที่ถ้ำเป็นลักษณะเช่นนี้ประจำ

อยู่มาวันหหนึ่ง เมื่อราชสีห์ผู้พี่ทั้ง ๗ ตัวออกไปหาอาหารแล้วสุนัขจิ้งจอกที่อาศัยอยู่ถ้ำแก้วผลึกได้มาที่ถ้ำทองพร้อมกับพูดเกี้ยวพาราสีนางราชสีห์สาวว่า "แม่ราชสีห์น้อย เรามี ๔ เท้า เจ้าก็มี ๔ เท้า เจ้าจงเป็นภรรยาของเราเสียเถิด" นางราชสีห์สาวได้ฟังคำของสุนัขจิ้งจอกพูดเช่นนั้นก็คิดน้อยใจว่า "เราเป็นสัตว์ตระกูลสูง สุนัขจิ้งจอกเป็นสัตว์ตระกูลต่ำ มันพูดไม่ไพเราะเลย เราจะมีชีวิตอยู่ไปทำไม จะกลั้นใจตายเสียดีกว่า" แต่ก็นึกขึ้นได้ว่า "รอให้พวกพี่กลับมาก่อนดีกว่า เล่าให้พวกเขาฟังแล้วค่อยตาย" จึงไม่พูดตอบอะไร เมื่อไม่ได้รับคำตอบสุนัขจิ้งจอกก็เดินกลับถ้ำของตนไป


ราชสีห์หนุ่มทั้ง ๖ ตัวกลับมาถึงถ้ำก่อน เมื่อได้รับฟังคำบอกเล่าจากน้องสาวแล้วโกรธมาก ถามถึงที่อยู่ของสุนัขจิ้งจอกนางราชสีห์เพราะไม่เคยออกไปจากถ้ำสักครั้งเข้าใจว่าสุนัขจิ้งจอกอยู่กลางแจ้งจึงบอกไปว่า "มันอยู่กลางแจ้งที่เชิงเขาละพี่" ราชสีห์เหล่านั้นด้วยอารมณ์โรธจึงวิ่งไปหาสุนัขจิ้งจอกด้วยความเร็วหวังจะขย้ำให้ตายครั้งเดียว ได้ชนเข้ากับถ้ำผลึกนอนตายอยู่ที่ นั่นเองทั้ง ๖ ตัว

ตกเย็นเมื่อราชสีห์โพธิสัตว์กลับมาถึงถ้ำทราบเหตุการณ์ นั้นแล้ว พอน้องสาวบอกว่าสุนัขจิ้งจอกอยู่กลางแจ้งที่เชิงเขาเท่านั้นก็คิดได้ว่า "พวกสุนัขจิ้งจอกไม่เคยอาศัยอยู่กลางแจ้ง มันต้องนอนอยู่ในถ้ำแก้วผลึกแน่นอน" เดินไปที่เชิงเขาเห็นราชสีห์น้องชายทั้ง ๖ ตัวนอนตายอยู่ จึงพูดขึ้นว่า "พวกนี้คงจะไม่รู้ว่าสุนขจิง้จอกนอนอยู่ในถ้ำแก้วผลึก เพราะไม่ทันใช้ปัญญาพิจารณาตรวจสอบจึงวิ่งชนถ้ำตายเสียหมด การงานของผู้ไม่พิจารณาแล้วรีบทำย่อมเป็นอย่างนี้กันทุกคนแหละ" แล้วกล่าวเป็นคาถาว่า

"การงานเหล่านั้นย่อมเผาบุคคลผู้มิได้พิจารณาแล้วรีบร้อนจะทำให้เสร็จ เหมือนกับของร้อนที่บุคคลไม่พิจารณาก่อนแล้ว ใส่เข้าไปในปาก"

เมื่อกล่าวจบก็ขึ้นไปที่ปากถ้ำ แก้วผลึกคำรามเสียงดังขึ้น ๓ ครั้ง ทำให้สุนัขจิ้งจอกที่นอนหวาดกลัวอยู่ในถ้ำนั้นหัวใจวายตายไปเอง แล้วกลับลงมาฝังพวกน้องชายไว้ที่แห่งหนึ่ง กลับไปถ้ำเล่าเรื่องราวให้น้องสาวฟัง แล้วพูดปลอบใจน้องสาวให้หายความน้อยใจ ได้อาศัยอยู่ที่นั้นจนตราบสิ้นชีวิต




นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :     จะทำกิจการงานใด ๆ อย่าได้รีบด่วนตัดสินใจ พึงพิจารณาอย่างรอบคอบ หรือปรึกษาท่านผู้รู้เสียก่อนค่อนลงมือกระทำ